chaturon's posterous http://chaturon.posterous.com Most recent posts at chaturon's posterous posterous.com Wed, 11 Jan 2012 21:56:00 -0800 รัฐธรรมนูญ 2550 ธรรมนูญการปกครองของคมช. http://chaturon.posterous.com/2550 http://chaturon.posterous.com/2550

Img_6620

รัฐธรรมนูญ  2550

ธรรมนูญการปกครองของคมช.

 

หมายเหตุ บทความชิ้นนี้จาตุรนต์ ฉายแสงเขียนเมื่อต้นปี 2552 ตีพิมพ์ในหนังสือ ความจริงวิกฤตประชาธิปไตย 27 ประเด็นที่สังคมไทยต้องการคำตอบ”  เมื่อเดือนพฤษภาคมในปีเดียวกัน เวียนมาจนถึงวันนี้สังคมไทยกำลังเดินทางมาสู่จุดที่ว่า ควรแก้รัฐธรรมนูญหรือไม่ อย่างไร ? คำบอกเล่าสั้นๆจากปากจาตุรนต์คือว่า หากจะเขียนอีกรอบ ก็คงไม่ต่างไปจากนี้


“การจะมีรัฐธรรมนูญฉบับหนึ่งจะต้องตอบปัญหาสำคัญว่า จะเป็นกฎหมายหลัก หรือจะเป็นกฎหมายสูงสุดที่ทุกคนต้องปฏิบัติตามอย่างเท่าเทียมกันหรือไม่ ทุกคนต้องอยู่ภายใต้กฎหมายนั้นหรือไม่ อำนาจอธิปไตยเป็นของปวงชนหรือไม่ และประชาชนจะใช้อำนาจตรวจสอบการใช้อำนาจนั้นได้อย่างไร

 

รัฐธรรมนูญฉบับนี้เกิดขึ้นเนื่องจากอคติกับพรรคการเมือง นักการเมือง เห็นว่านักการเมืองเป็นคนเลว การเมืองเป็นสิ่งเลว นอกจากนั้นแล้วยังเห็นว่าประชาชนคือคนโง่ เป็นรัฐธรรมนูญที่ดูถูกประชาชนอย่างชัดเจนที่สุด 

 

รัฐธรรมนูญฉบับนี้มีปัญหา และมีปัญหาร้ายแรงมากถึงขั้นว่า  ไม่น่าเรียกรัฐธรรมนูญฉบับนี้ว่าเป็นรัฐธรรมนูญได้ด้วยซ้ำ  การใช้อำนาจต้องมีการแบ่งแยกกันพอสมควร ไม่ใช่ก้าวก่ายแทรกแซงกันสับสนไปหมด ที่สำคัญ ในการตรวจสอบต้องเชื่อมโยงกับประชาชน ประชาชนต้องได้รับการคุ้มครองสิทธิเสรีภาพในด้านต่างๆ  โดยเฉพาะสิทธิเสรีภาพทางการเมืองที่จะกำหนดการปกครองหรือการบริหารบ้านเมืองได้ นี่เป็นสาระสำคัญที่จะวัดว่าเราจะได้รัฐธรรมนูญที่ดีหรือไม่ได้ หรือเราจะได้รัฐธรรมนูญที่เป็นประชาธิปไตยหรือไม่เป็นประชาธิปไตย 

 

รัฐธรรมนูญฉบับนี้บอกว่า ห้ามสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรก้าวก่ายแทรกแซงการปฏิบัติหน้าที่ของข้าราชการประจำ ซึ่งเรื่องไม่ให้เข้าไปเกี่ยวข้องกับการแต่งตั้งโยกย้ายนั้น  เข้าใจได้และมีในรัฐธรรมนูญก่อน แต่ครั้งนี้การเข้าไปก้าวก่ายแทรกแซงการทำงานของราชการประจำก็ทำไม่ได้ด้วย  ถามว่าเวลาเดือดร้อนประชาชนมักจะมาหาผู้แทน ผู้แทนก็ไปประสานหน่วยราชการ แต่หน่วยราชการอาจจะบอกว่าก้าวก่ายแทรกแซง ซึ่งจะถูกทำให้พ้นจากตำแหน่งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรได้เลยตามกฎหมายนี้  

 

ความเป็นผู้แทนของประชาชนก็จะน้อยลงเนื่องจากระบบแบ่งเขต เพราะอิทธิพลของเงิน อิทธิพลของผู้มีอิทธิพล อิทธิพลของระบบราชการ  นอกจากนั้นประชาชนจะไปอาศัยพรรคการเมืองก็ทำยาก เพราะพรรคการเมืองอ่อนแอลงไปมาก เสนอนโยบายอะไรก็ไม่ได้ เพราะนโยบายส่วนใหญ่กำหนดไว้หมดแล้วในแนวนโยบายแห่งรัฐ  นโยบายพื้นฐานแห่งรัฐหลายข้อเขียนไว้ จนใครมาเป็นรัฐบาลก็กำหนดนโยบายแตกต่างไม่ได้ ใครอยากจะทำอะไรก็ถูกกำหนดไว้ในนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐหมดแล้ว ถ้าไม่พอใจต้องแก้ที่รัฐธรรมนูญเท่านั้น  ทำให้พรรคการเมืองทำอะไรไม่ได้มาก อ่อนแอในหลายด้าน ในอนาคตจึงจะไม่มีการแข่งขันกันนำเสนอนโยบายต่อประชาชนอย่างเข้มข้นเช่นที่ผ่านมาอีกต่อไป

 

ส่วนส.ว.มีคน 74 คนที่มาจากการแต่งตั้ง ได้รับการสรรหาจากคน 7 คนที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้งเลย สามารถถอดถอนนายกฯ ที่มาจากการเลือกตั้งของคนหลายสิบล้านได้ รัฐธรรมนูญฉบับนี้กำลังบอกว่า คน 7 คนเท่านั้นที่มีสิทธิมีเสียงเหนือกว่าประชาชนทั้งประเทศ มีกรรมการที่ คมช.แต่งตั้งไว้หลายคณะที่จะอยู่ต่อไปจนครบวาระ 7 ปี 9 ปีบ้าง ป.ป.ช. ก.ก.ต. จะอยู่จนครบวาระ  พวกนี้จะร่วมกันกับข้าราชการประจำ กับตุลาการ แล้วไปเลือก ส.ว. ไปเลือกองค์กรอิสระต่างๆ  ก็เลือกกันไปมา ถ้อยทีถ้อยอาศัยกัน ประชาชนจะไปตรวจสอบองค์กรเหล่านี้อย่างไร

 

ใครไปทำผิดสักคนหนึ่งก็สามารถโยงไปโยงมา  แล้วบอกว่าทั้งพรรคต้องยุบไปเลยได้ ใช้การตัดสินโดยองค์กรตามรัฐธรรมนูญที่ไม่ได้มาจากประชาชน และไม่มีความเชื่อมโยงกับประชาชนเลย ระบบพรรคการเมืองจะอ่อนแอ ระบบบัญชีรายชื่อก็จะทำให้การเลือกตั้งที่มุ่งนโยบายน้อยลง เพราะจะทำให้คนเลือกเป็นภูมิภาคมากขึ้น เลือกจากบุคคลมากขึ้น แทนที่จะเลือกที่นโยบาย เพราะฉะนั้นรัฐธรรมนูญในแง่นี้ จะทำให้ผู้แทนราษฎรมีบทบาทน้อยมาก  

 

นอกจากนี้ยังให้มีองค์กรอิสระปฏิรูปกฎหมายในรูปขององค์กรอิสระ เช่น การปฏิรูปกระบวนการยุติธรรมจะมีองค์กรอิสระทำ แล้ว ครม.ทำอะไร ทั้งที่ประชาชนเลือกมาเป็นรัฐบาล แต่กลับมีองค์กรอิสระตั้งกันไว้หมดแล้ว สร้างกันมาโดย ส.ส.ร. การจัดงบประมาณต้องเพียงพอสำหรับรัฐสภา ศาล องค์กรตามรัฐธรรมนูญเป็นบทบังคับ มีคณะคณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน (คตง.) มากำหนดวินัยทางการเงินการคลัง และตรวจสอบหมดว่าการใช้เงินถูกต้องตามวินัยการเงินการคลังหรือไม่ ตามปกติทั่วโลกเขาถือว่าถ้าเสียภาษี ต้องมีผู้แทนราษฎรเข้าไปควบคุม แต่เวลานี้บอกว่า เสียภาษีแล้วการจะใช้เงินต้องมีองค์กรที่ไม่เกี่ยวกับประชาชนเลยมาควบคุม นี่คือผิดหลักการของรัฐธรรมนูญ 

    

ปัญหาของรัฐบาลที่ไม่มีอำนาจคือ ความอ่อนแอ การถูกครอบงำโดยผู้มีอำนาจหรือระบบที่มีอำนาจมากกว่า และยังจะมีเงื่อนไขแวดล้อมอีก ถามว่าใครคือผู้มีอำนาจตามรัฐธรรมนูญนี้ เพราะว่าผู้แทนก็ไม่มีอำนาจ ครม.ก็ไม่มีอำนาจ

 

ผู้มีอำนาจมี 3 กลุ่มใหญ่ หนึ่งคือ คมช. (คณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ )  และกลไกกับบุคคลที่ คมช.ตั้งขึ้น สอง คือ ส.ว. (สมาชิกวุฒิสภา) ที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง  บวกกับศาลและองค์กรตามรัฐธรรมนูญ ทั้งหมดนี้ไม่มีความเชื่อมโยงกับประชาชนเลย และสาม คือข้าราชการหรือระบบราชการ ทั้ง 3 กลุ่มใหญ่นี้คือผู้มีอำนาจอันแท้จริงในรัฐธรรมนูญนี้ ไม่ใช่ประชาชน

 

โดยรวมแล้วร่างรัฐธรรมนูญนี้จึงเป็นส่วนหนึ่งของกลไกอีกหลายอย่างที่จะสร้างเสริมให้เกิดความมั่นคงของระบอบเผด็จการ ระบอบอมาตยาธิปไตย  ซึ่งคือข้าราชการหรือผู้ที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง มาเป็นใหญ่ในการปกครองบริหารประเทศ เป็นรัฐธรรมนูญที่ไม่ได้ส่งเสริมการปกครองในระบอบประชาธิปไตย  แต่เป็นรัฐธรรมนูญที่สร้างเสริมความมั่นคงของระบอบเผด็จการและระบอบอมาตยาธิปไตยอย่างชัดเจน”

 

สาระสำคัญบางส่วนของจาตุรนต์ ฉายแสง

อดีตรักษาการหัวหน้าพรรคไทยรักไทย

เมื่อครั้งปราศรัยสนามหลวง เมื่อ 15 สิงหาคม 2550

ดีเบตรับ-ไม่รับร่างรัฐธรรมนูญบ้านมนังคศิลาเมื่อ 3 สิงหาคม 2550

                                                                                                     (อ่านฉบับเต็มในภาคผนวก)

 

ในระหว่างที่มีการคัดค้านการผ่านร่างรัฐธรรมนูญฉบับ 2550 ก่อนมีการลงประชามติ  รวมทั้งก่อนและหลังการเลือกตั้งเมื่อ 23 ธันวาคม 2550  ได้พูดไว้แล้วว่ารัฐธรรมนูญฉบับ 2550 นี้จะแสดงอิทธิฤทธิ์ที่เลวร้ายอย่างต่อเนื่อง  แล้วเหตุการณ์ก็เป็นอย่างนั้นจริงๆ

 

รัฐบาลสมัครกับรัฐบาลสมชายล้มไปก็เพราะอิทธิฤทธิ์ของรัฐธรรมนูญฉบับ 2550 นี้เอง เป็นปัญหาทั้งเนื้อหาของรัฐธรรมนูญที่ให้อำนาจกลไกในรัฐธรรมนูญสามารถถอดถอนนายกรัฐมนตรีได้จากเรื่องไม่เป็นเรื่อง  สามารถยุบพรรคการเมืองและเพิกถอนสิทธิ์กรรมการบริหารพรรคทั้งหมดจากการกระทำผิดของคนเพียงคนเดียว มีผลให้ล้มรัฐบาลได้

 

นอกจากนี้ยังมีปัญหาจากการที่บทเฉพาะกาลของรัฐธรรมนูญกำหนดให้กรรมการองค์กรตามรัฐธรรมนูญที่คณะรัฐประหารตั้งไว้ ยังคงทำหน้าที่ต่อมาได้จนถึงทุกวันนี้  และต่อเนื่องไปอีกหลายปี  องค์กรที่ควรเป็นอิสระจึงไม่ได้เป็นอิสระ  เนื่องจากมาจากผู้ยึดอำนาจซึ่งไม่เป็นกลาง ทำให้เกิดการเลือกปฏิบัติที่ไม่เป็นธรรมอย่างยิ่ง ซ้ำยังได้รับ“นิรโทษกรรม”ล่วงหน้า ไว้ตลอดอายุของรัฐธรรมนูญฉบับนี้ด้วย

 

ที่สำคัญคือ เนื้อหาของรัฐธรรมนูญนี้ได้นำไปสู่การล้มล้างรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง  เปลี่ยนแปลงมติของประชาชนจากการเลือกตั้งทั่วไป ทำให้ได้รัฐบาลที่ประชาชนไม่ได้เลือกมา 

 

ระบบภายใต้รัฐธรรมนูญฉบับ 2550 นี้  มีปัญหาใหญ่ที่สุดที่จะตามมาคือ ประชาชนไม่สามารถเปลี่ยนแปลงรัฐบาลได้  เพราะถ้าหากว่าประชาชนพร้อมใจกันเลือกพรรคการเมืองที่ไม่ยอมรับการสนับสนุนการยึดอำนาจที่ผ่านมา หรือไม่ยอมรับคณะผู้มีอำนาจที่ร่วมกันกำหนดความเป็นไปของบ้านเมืองในขณะนี้ พรรคการเมืองนั้นแม้ชนะการเลือกตั้ง  ก็จะถูกยุบในที่สุด โดยกลไกที่รัฐธรรมนูญกำหนดไว้ให้สามารถที่จะยุบพรรคการเมืองได้โดยง่าย อันจะมีผลต่อการเปลี่ยนแปลงล้มล้างรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชนได้อีก

 

ความไม่เป็นประชาธิปไตยของรัฐธรรมนูญฉบับ 2550  จึงยังคงเป็นปมที่สำคัญของบ้านเมืองไทยต่อไป ทำให้การเมืองไทยไม่มีทางที่จะเกิดความสมดุลลงตัวได้ และจะทำให้การเมืองของประเทศไทยพัฒนาไปสู่ความขัดแย้งที่ตึงเครียดมากยิ่งขึ้น และในที่สุดก็อาจจะลงเอยด้วยความรุนแรง 

 

ฉะนั้นทางออกของการเมืองไทยเพื่อให้บ้านเมืองเป็นประชาธิปไตย และเพื่อหลีกเลี่ยงความรุนแรงทั้งหลายที่อาจจะเกิดขึ้น  จึงต้องแก้รัฐธรรมนูญฉบับ 2550 

 

ในช่วงก่อนการลงประชามติ ดูเหมือนจะมีการพูดตรงๆกันว่า เมื่อรัฐธรรมนูญผ่านประชามติไปแล้ว ก็สามารถแก้ไขได้  ก่อนการเลือกตั้ง 23 ธันวาคม 2550  พรรคการเมืองต่างๆพูดเหมือนๆกันว่าจะแก้รัฐธรรมนูญ

 

แต่พอหลังการเลือกตั้ง พรรคพลังประชาชนซึ่งเสนอนโยบายมาตลอดว่าถ้าเป็นรัฐบาลจะแก้รัฐธรรมนูญ กลับยืดเวลาการแก้ออกไป จนในที่สุดมีกระแสต่อต้านและเกิดวิกฤตทางการเมือง ไม่สามารถแก้รัฐธรรมนูญได้ จนกระทั่งถูกยุบพรรคและพ้นจากความเป็นรัฐบาลไป เท่ากับว่าเราได้พลาดโอกาสในการแก้ไขรัฐธรรมนูญไปอย่างน่าเสียดาย

 

รัฐธรรมนูญนี้จะแก้ได้จริงหรือ และใครจะเป็นคนแก้ ดูจากรัฐสภาในขณะนี้แล้วก็เชื่อได้ว่ารัฐสภาชุดปัจจุบันนี้ เสียงข้างมากอยู่ที่รัฐบาล ซึ่งได้ประโยชน์เต็มๆจากรัฐธรรมนูญฉบับนี้  ส.ว.ที่มาจากการสรรหาก็ได้ประโยชน์เต็มๆ จากรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ทั้ง 2 ส่วนนี้มีเสียงรวมกันอย่างท้วมท้น   ย่อมไม่ต้องการให้มีการแก้รัฐธรรมนูญ  ยิ่งกระแสของกลุ่มพันธมิตรฯผู้พิทักษ์ปกป้องรัฐธรรมนูญยังทรงอิทธิพลอยู่ การแก้รัฐธรรมนูญก็ยิ่งทำได้ยาก

 

การที่รัฐบาลปัจจุบันตั้งคณะกรรมการปฏิรูปการเมืองขึ้น ฟังจากรัฐบาลและผู้รับผิดชอบแล้ว เป็นการซื้อเวลา หวังจะลดกระแสความไม่พอใจ เพื่อยืดอายุรัฐบาลและลดกระแสการเรียกร้องให้แก้รัฐธรรมนูญ  แต่ความพยายามนี้คงไม่ได้รับความร่วมมือจากพรรคการเมือง นักวิชาการและประชาชนที่ต้องการประชาธิปไตยจริงๆ  คณะกรรมการนี้จึงจะประกอบด้วยคนฝ่ายเดียว ผลที่ออกมาอาจเป็นเพียงความพยายามสร้างความชอบธรรมให้กับระบบที่เป็นอยู่ แต่ก็จะไม่เป็นที่ยอมรับของสังคม

 

ที่หวังจะให้นำไปสู่การแก้รัฐธรรมนูญให้เป็นประชาธิปไตยนั้น เป็นไปไม่ได้เลย

 

ทางออกจากวิกฤตรัฐธรรมนูญความจริงก็พอมีอยู่  ไม่ใช่ไม่มีเสียเลย ดังที่เคยเสนอให้ตั้งสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ(สสร.)ขึ้นมาแก้รัฐธรรมนูญทั้งฉบับหลังจากการเลือกตั้งครั้งที่แล้วผ่านไปไม่นานนัก ต่อรัฐบาลสมชายได้กำหนดเป็นนโยบายว่าจะสนับสนุนการตั้งสสร. แต่ยังไม่ทันได้ทำอะไรรัฐบาลก็ล้มไปก่อน มาถึงวันนี้ข้อเสนอนี้ยังใช้ได้

 

รัฐสภาควรแก้ไขรัฐธรรมนูญมาตรา 291 เพื่อตั้งสสร.ขึ้นมาชุดหนึ่ง โดยอาจกำหนดคุณสมบัติให้เหมาะสมโดยการเลือกตั้งจากประชาชนทั่วประเทศ เมื่อได้สสร.มาแล้วให้สสร.ร่างรัฐธรรมนูญโดยรับฟังความคิดเห็นประชาชนย่างกว้างขวาง เมื่อร่างเสร็จแล้วก็ให้เสนอรัฐสภาพิจารณาเห็นชอบ หรือไม่เห็นชอบ โดยไม่มีการแก้ไข เมื่อรัฐสภาเห็นชอบแล้ว  ก็ให้ประชาชนทั้งประเทศลงประชามติอีกครั้งหนึ่ง

 

วิธีนี้จะทำให้สามารถแก้รัฐธรรมนูญได้โดยแก้ไขปัญหาสำคัญประการหนึ่งได้ด้วย นั่นคือ การที่มีความเห็นขัดแย้งแตกต่างกันในเรื่องนี้จนกลายเป็นวิกฤตทางการเมืองกระทั่งถึงทุกวันนี้ วิธีนี้เท่ากับให้ประชาชนทั่วประเทศเป็นผู้ตัดสิน ซึ่งทุกฝ่ายควรจะยอมรับกันได้ 

 

เรื่องขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของรัฐบาลปัจจุบันเป็นสำคัญ

 

หากรัฐบาลไม่เห็นด้วย สิ่งที่จะตามมาก็คือ ความขัดแย้งจะดำรงอยู่ต่อไปไม่รู้จบ และอาจจะลุกลามใหญ่โตยิ่งขึ้น

 

แล้วจะเกิดอะไรขึ้นกับรัฐธรรมนูญฉบับนี้

 

ด้านหนึ่งเกิดการแก้รัฐธรรมนูญเมื่อรัฐธรรมนูญฉบับนี้แสดงอิทธิฤทธิ์มากขึ้นเรื่อยๆ  จนกระทั่งประชาชนมองเห็นชัดว่า ภายใต้รัฐธรรมนูญฉบับนี้ ประชาชนไม่ใช่เจ้าของประเทศที่แท้จริง ประชาชนจะไม่สามารถกำหนดความเป็นไปของบ้านเมืองได้ เมื่อรัฐบาลที่ปกครองประเทศอยู่ไม่สามารถแก้ไขปัญหาวิกฤตเศรษฐกิจและความเดือดร้อนของประชาชนได้ ประชาชนก็จะเรียกร้องต้องการให้แก้รัฐธรรมนูญกันมากขึ้น

 

ยิ่งถ้าผ่านการเลือกตั้งแล้ว  ประชาชนต้องการเปลี่ยนรัฐบาล แต่เมื่อเปลี่ยนแล้วก็ถูกล้มไปโดยการยุบพรรคอย่างไม่เป็นธรรมได้อีก การเรียกร้องให้แก้รัฐธรรมนูญก็อาจจะเข้มข้นขึ้นจนรัฐสภาจะต้องแก้ให้

 

หรือไม่สิ่งที่จะเกิดกับรัฐธรรมนูญฉบับ 2550 ก็คือ รอวันฉีกรัฐธรรมนูญ ซึ่งจะเกิดขึ้นเมื่อผู้นำเหล่าทัพกระหายอำนาจ อาศัยสถานการณ์ที่รัฐบาลอ่อนแอ บริหารประเทศไม่ได้ผล หรือมีการทุจริตกันมาก แล้วใช้เป็นข้ออ้างในการยึดอำนาจ ซึ่งก็จะต้องฉีกรัฐธรรมนูญอีกครั้งหนึ่ง

 

ดังนั้นถ้าต้องการได้รัฐธรรมนูญที่เป็นประชาธิปไตย สิ่งที่ฝ่ายประชาธิปไตยต้องทำก็คือ  เรียกร้องรณรงค์ให้มีรัฐธรรมนูญที่เป็นประชาธิปไตย  ชี้ให้เห็นโทษร้ายที่เกิดจากรัฐธรรมนูญฉบับนี้  และควรจะช่วยกันรวบรวมความรู้ความเข้าใจเพื่อทำเป็นข้อเสนอว่ารัฐธรรมนูญที่ดีควรเป็นอย่างไร  เตรียมไว้ให้พร้อม   ในวันหนึ่งข้างหน้าความรู้ความเข้าใจเหล่านี้จะได้นำมาใช้แน่ เพียงแต่ว่าจะนำมาใช้จากกระแสที่มีอย่างกว้างขวาง เรียกร้องกดดันให้มีการแก้รัฐธรรมนูญ หรือมาจากการยึดอำนาจ ฉีกรัฐธรรมนูญ  ซึ่งมีความเป็นไปได้มากกว่า แต่ในที่สุดก็จะถูกกระแสของประชาชนกดดันให้มีรัฐธรรมนูญที่เป็นประชาธิปไตยเกิดขึ้นจนได้

 

ไม่ว่าจะเกิดอะไรกับรัฐธรรมนูญฉบับนี้ก็ตาม ในที่สุดสังคมไทยก็มีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องยกเลิกรัฐธรรมนูญที่เป็นเผด็จการฉบับนี้  และยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่เป็นประชาธิปไตย  โดยที่เนื้อหาสาระสำคัญนำมาจากรัฐธรรมนูญฉบับ 2540 

 

แต่สังคมก็ต้องเรียนรู้และพัฒนาความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับรัฐธรรมนูญที่ดี  ที่เป็นประชาธิปไตยเตรียมไว้ให้พร้อม  รวมทั้งผลักดันให้เกิดความเข้าใจว่า บ้านเมืองที่เป็นประชาธิปไตยจะต้องมีรัฐธรรมนูญที่เป็นประชาธิปไตยเกิดขึ้นให้จงได้

 

 

                                                                               ------------------  

 

 

Permalink | Leave a comment  »

]]>
http://files.posterous.com/user_profile_pics/668204/111111111.jpg http://posterous.com/users/4wPzL2bKLTy1 Chaturon Chaisang chaturon Chaturon Chaisang
Sun, 08 Jan 2012 21:19:00 -0800 จาตุรนต์ ฉายแสง : จับประเด็น ตอบคำถาม ทำไมต้องเดินหน้าแก้รัฐธรรมนูญ http://chaturon.posterous.com/92920295 http://chaturon.posterous.com/92920295

จาตุรนต์ ฉายแสง : จับประเด็น ตอบคำถาม ทำไมต้องเดินหน้าแก้รัฐธรรมนูญ

 

1)           เหตุใดจึงต้องแก้รัฐธรรมนูญ

รัฐธรรมนูญฉบับนี้มีความไม่ชอบธรรมและมีปัญหาทั้งที่มาและเนื้อหา

รัฐธรรมนูญฉบับนี้มีที่มาจากการรัฐประหาร ถือได้ว่าคณะรัฐประหารเป็นผู้ร่างขึ้น รัฐธรรมนูญฉบับนี้ยังได้รับรองการรัฐประหารด้วย การคงใช้รัฐธรรมนูญฉบับนี้ต่อไปทั้งที่มีรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งแล้ว ในสายตาของอารยประเทศเขาถือเป็นเรื่องแปลกประหลาดที่รัฐบาลและรัฐสภาที่มาจากการเลือกตั้งกลับยอมรับกฎกติกาที่พวกเผด็จการสร้างไว้

ในส่วนของเนื้อหา รัฐธรรมนูญฉบับนี้มีเนื้อหาที่ไม่เป็นประชาธิปไตยและขัดต่อหลักนิติธรรมคือให้องค์กรที่มาจากการแต่งตั้งโดยคณะรัฐประหารหรือผ่านความเห็นชอบมาจากคณะรัฐประหารสามารถล้มรัฐบาล  คนไม่กี่คนที่ไม่เชื่อมโยงกับประชาชนเลยสามารถหักล้างมติของประชาชนทั้งประเทศได้ การตรวจสอบ ควบคุมและถอดถอนฝ่ายนิติบัญญัติและฝ่ายบริหารรวมทั้งข้าราชการระดับสูงทำโดยองค์กรที่ขาดความชอบธรรมและสามารถเลือกปฏิบัติโดยปราศจากการตรวจสอบถ่วงดุลนอกจากนี้ยังมีประเด็นอื่นๆที่เป็นปัญหาอีกมาก

เมื่อใช้รัฐธรรมนูญนี้มาระยะหนึ่งก็พิสูจน์แล้วว่าทำให้ประเทศไม่มีเสถียรภาพทางการเมือง ใครมาเป็นรัฐบาลก็ไม่มีเสถียรภาพและไม่สามารถบริหารประเทศได้อย่างมีประสิทธิภาพ พรรคการเมืองและระบบพรรคการเมืองถูกทำลายให้อ่อนแอลงอย่างมาก ความไม่เป็นประชาธิปไตยและขัดต่อหลักนิติธรรมของรัฐธรรมนูญฉบับนี้ยังเป็นต้นเหตุสำคัญให้เกิดความขัดแย้งอย่างรุนแรงในสังคมไทยที่นับวันจะหนักหนายิ่งขึ้นทำให้ประเทศไทยเสียโอกาสในการพัฒนา ประชาชนเสียประโยชน์ทั้งๆที่ประเทศไทยอยู่ในจุดที่มีภูมิรัฐศาสตร์ที่เอื้ออำนวย มีโครงสร้างพื้นฐานในด้านต่างๆที่พัฒนาก้าวหน้ากว่าประเทศเพื่อนบ้านหลายประเทศ แต่ต้องกลับมาติดหล่มความขัดแย้งและยังขาดความน่าเชื่อถือจากนานาประเทศโดยเฉพาะในระบบความยุติธรรมและความไม่มีเสถียรภาพ ทำให้ความสนใจที่เขาจะมาลงทุนหรือทำมาค้าขายด้วยน้อยลงไปอย่างมาก

 

2)           กระบวนการแก้รัฐธรรมนูญควรเป็นอย่างไร

ตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญฉบับนี้กำหนดให้อำนาจในการแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นของรัฐสภา ผู้ที่สามารถเสนอร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญมี 3 ฝ่ายคือคณะรัฐมนตรี สมาชิกรัฐสภา หรือประชาชนแล้วให้รัฐสภาเป็นผู้พิจารณาแล้วลงมติเห็นชอบหรือไม่เห็นชอบ เพราะฉะนั้นจะใช้วิธีนี้ก็ได้ แต่ที่ผ่านมาเมื่อมีการเสนอแก้รัฐธรรมนูญโดยรัฐสภาเองก็มีการคัดค้านกันมากว่าจะแก้เพื่อประโยชน์ของสมาชิกรัฐสภาเอง พอคนคิดกันอย่างนี้มากๆเข้าก็ทำให้แก้โดยวิธีนี้จะสำเร็จได้ยาก เป็นที่มาของการมีสสร.ขึ้น นอกจากนั้นก็มีการเสนอว่าหลังจากร่างเส็จแล้วควรให้มีการลงประชามติเพื่อให้ประชาชนทั้งประเทศตัดสินเป็นขั้นตอนสุดท้าย

การจะมีสสร.และการลงประชามตินี้รัฐธรรมนูญไม่ได้กำหนดไว้ ดังนั้นถ้าจะให้มีขึ้นจึงต้องมีการแก้รัฐธรรมนูญมาตรา 291 ซึ่งเป็นมาตราว่าด้วยการแก้รัฐธรรมนูญเสียก่อน

 

3)           สสร.ควรมีที่มาและองค์ประกอบอย่างไร

ที่ผ่านมาเคยมีสสร.มาแล้วอย่างน้อย 2 ครั้ง ในปี 40 ให้ผู้สมัครในแต่ละจังหวัดเลือกกันเองให้เหลือ 10 คน แล้วให้รัฐสภาเลือกให้เหลือจังหวัดละคน ส่วนผู้ทรงคุณวุฒิก็ให้วงการวิชาการสรรหากันมาแล้วให้รัฐสภาเลือก ส่วนในการร่างรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันสสร.มาจากการสรรหาแล้วให้คมช.เลือก ครั้งนี้จะใช้วิธีการอย่าง 2 ครั้งก่อนคงไม่ได้ แบบคมช.นั้นเป็นเผด็จการเต็มที่ ส่วนแบบปี 40 ก็อาจยังไม่เป็นที่ยอมรับเพียงพอ เมื่อการเมืองแบ่งฝักแบ่งฝ่ายกันมาก การให้ประชาชนทั้งประเทศเป็นคนตัดสินจะช่วยแก้ปัญหาได้ดีที่สุด ดังนั้นสสร.จึงควรจะมาจากการเลือกตั้งโดยประชาชน

สสร.ควรมีจำนวนเท่าไหร่นั้นย่อมขึ้นกับภารกิจที่จะมาทำคือการร่างรัฐธรรมนูญ น้อยไปก็ไม่ได้ มากไปก็ไม่ดี

จะมาจากจังหวัดละคนหรือจะเป็นสัดส่วนกับประชากร เป็นเรื่องที่หารือกันได้ในขั้นตอนต่อไป

สำหรับผู้ทรงคุณวุฒิที่จะมาช่วยยกร่างนั้นอาจให้วงการวิชาการเสนอมาหรือสมัครมาเองแล้วให้รัฐสภาเลือกหรือจะให้สสร.เลือกอีกทีก็ได้ บางคนเสนอให้สมัครกันเองแล้วให้ประชาชนทั้งประเทศเลือกโดยตรงไปเลย ก็มีข้อดีข้อเสียต่างกันไป เรื่องเหล่านี้หารือกันคงมีข้อยุติที่ดีได้

 

4)           ทำไมต้องมีการลงประชามติ การลงประชามติควรมีก่อนหรือหลังการยกร่าง

การลงประชามติเป็นเรื่องจำเป็นทำให้รัฐธรรมนูญใหม่มีความขอบธรรม คนที่ไม่เห็นด้วยก็มีโอกาสล้มร่างนั้นเสียก็ได้ หากคนส่วนใหญ่ไม่เห็นด้วยร่างนั้นก็ต้องตกไป ถ้าเห็นด้วยก็ผ่าน แล้วใครจะมาฉีกก็จะยาก คนส่วนใหญ่จะไม่ยอม

การลงประชามติก่อนยกร่างนั้นมีปัญหาว่าจะถามว่าอย่างไร ถามว่าแก้หรือไม่นั้นไม่มีความหมาย เพราะไม่มีใครรู้ว่าจะแก้มากหรือน้อยในเรื่องอะไร ถ้าออกมาว่าไม่ให้แก้ก็จะขัดกับรัฐธรรมนูญปัจจุบันที่บอกว่าแก้ได้ จะกลายเป็นว่าต่อไปใครก็แก้รัฐธรรมนูญไม่ได้อีกเลยหรือ การลงประชามติก่อนยกร่างจึงไม่เป็นประโยชน์ เป็นการสูญเปล่า

ที่ควรให้ความสำคัญสำหรับการลงประชามติคือ ต้องให้ประชาชนได้รับรู้ข้อมูลข่าวสารตลอดจนความคิดเห็นของทุกฝ่ายอย่างกว้างขวาง ต้องให้เป็นกระบวนการที่เป็นประชาธิปไตยจริงๆ ต้องเปิดโอกาส ส่งเสริมให้มีการรณรงค์ได้อย่างเสรี จัดเวลาให้แต่ละฝ่ายได้แสดงความเห็นต่อสาธารณชนได้เต็มที่และเท่าเทียมกันให้มากที่สุด อย่าทำเหมือนการลงประชามติรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันที่ทำแบบมัดมือชกฝ่ายเดียว ไม่อนุญาตให้ฝ่ายที่ไม่เห็นด้วยได้มีโอกาสสื่อสารกับประชาชน ขณะนั้นยังคงใช้กฎอัยการศึกในหลายสิบจังหวัด ใครไม่เห็นด้วยก็จับไปขังในค่ายทหาร ปล่อยให้พูดได้อยู่ฝ่ายเดียว และยังออกกติกาด้วยว่าถ้าไม่ผ่านก็ให้คมช.นำรัฐธรรมนูญฉบับไหนมาใช้ก็ได้ตามใจชอบ การลงประชามติอย่างนั้นเป็นเรื่องลวงโลก รัฐบาลนี้ไม่ควรทำอย่างนั้นอีก

 

5)           ควรแก้รัฐธรรมนูญในประเด็นอะไร มาตราใดบ้าง

รัฐธรรมนูญฉบับนี้มีปัญหาสำคัญๆจำนวนมากที่ต้องแก้ ถึงได้เรียกกันว่าต้องยกร่างกันใหม่ แต่เมื่อจะแก้หรือยกร่างใหม่โดยสสร.ก็คงต้องช่วยกันให้แก้มาตรา 291 ให้สำเร็จเสียก่อนแล้วค่อยมาว่ากันที่เนื้อหาสาระที่จะแก้ ถึงตอนนั้นควรเปิดโอกาสให้ทุกฝ่ายเสนอความเห็นกันได้เต็มที่

 

 

6)           ใครควรเป็นผู้เสนอแก้มาตรา 291

เท่าที่เป็นข่าว ขณะนี้ประชาชนกำลังรวบรวมรายชื่อกันอยู่ใกล้จะยื่นได้แล้ว นี่ก็เป็นสิทธิอันชอบธรรมของประชาชน นอกจากนี้เข้าใจว่าสส.ฝ่ายรัฐบาลก็เตรียมเสนอร่างเช่นกัน ก็สอดคล้องกับที่พรรคเพื่อไทยเคยหาเสียงไว้ตอนเลือกตั้ง ก็เหลือแต่รัฐบาล เมื่อมาถึงขั้นนี้แล้วรัฐบาลก็คงต้องเสนอด้วยเพราะรัฐบาลก็แถลงนโยบายไว้ว่าจะแก้ แถมยังแถลงไว้เป็นนโยบายเร่งด่วนที่จะทำใน 1 ปีด้วย นอกจากนี้เมื่อปรากฏว่าประชาชนเห็นต่างกันในเรื่องเนื้อหาสาระของรัฐธรรมนูญ ก็ชอบแล้วที่รัฐบาลจะหาทางออกให้สังคมด้วยการให้มีสสร.ที่มาจากประชาชนมาร่างแล้วให้ประชาชนตัดสินด้วยการลงประชามติเท่ากับรัฐบาลกำลังช่วยหาทางออกให้กับสังคม 

 

7)           จะแก้เมื่อไหร่ดี

ยิ่งเร็วเท่าไหร่ยิ่งดี ขณะนี้ความจริงก็ช้าไปบ้างแล้ว แต่ก็ยังไม่สายไป ถ้าจะให้ทันกำหนดหนึ่งปีก็คงต้องเริ่มในเร็วๆนี้จะได้แก้มาตรา 291 ได้ทันในสมัยประชุมนิติบัญญัติ มิฉะนั้นจะไปติดช่วงปิดสมัยประชุม เปิดอีกทีก็สิงหาคมก็ไม่ทันกำหนดแล้ว

ที่ว่าทำใน 1 ปีนั้นไม่ได้หมายความว่าต้องเสร็จทั้งฉบับ แต่ควรจะแก้มาตรา 291ให้เสร็จ เมื่อแก้มาตรา 291 แล้วยังต้องเลือกสสร. ต้องยกร่างแล้วยังต้องทำประชามติ ยังต้องใช้เวลาอีกเป็นปี

 

8)           มีข้อโต้แย้งว่าการแก้รัฐธรรมนูญจะทำให้เกิดความขัดแย้ง

ก็จริง การแก้รัฐธรรมนูญย่อมทำให้เกิดการต่อต้านคัดค้าน จนอาจเกิดความรุนแรง ก็ต้องดูว่าการคัดค้านนั้นมีเหตุผลหรือไม่ ใช้วิธีการที่ถูกต้องหรือไม่และมีทางออกที่คนส่วนใหญ่ยอมรับได้หรือไม่ ป้องกันหรือลดความขัดแย้งหรือความรุนแรงได้หรือไม่ การให้มีสสร.และการลงประชามติน่าจะช่วยลดปัญหานี้ได้มาก

 แต่ไม่แก้ก็ขัดแย้ง สังคมไทยอยู่กับความขัดแย้งมาหลายปีแล้ว ขณะนี้ก็ยังขัดแย้งกันอยู่ ยิ่งใช้รัฐธรรมนูญฉบับนี้ต่อไปนานเท่าใดก็จะยิ่งมีความขัดแย้งมากขึ้น การที่มีความพยายามที่จะปรองดองเป็นเรื่องดีและคงช่วยลดความขัดแย้งได้บ้าง แต่ถ้าไม่แก้รัฐธรรมนูญที่เป็นต้นเหตุสำคัญของความขัดแย้ง การปรองดองที่เป็นจริงก็ไม่อาจเกิดขึ้นได้ ก็ยังจะขัดแย้งไม่จบสิ้นและรุนแรงกว่าเดิม การแก้รัฐธรรมนูญให้เป็นประชาธิปไตยและเป็นธรรมและให้เป็นที่ยอมรับของคนส่วนใหญ่ความจริงแล้วคือการแก้ปัญหาความขัดแย้งของสังคมไทยในระยะยาว เมื่อแก้แล้วก็มารณรงค์กันให้สังคมไทยมีค่านิยมที่ยอมรับกติกา แก้ปัญหาการมีความคิดที่แตกต่างกันที่ยังมีอยู่ตลอดไปด้วยด้วยสันติวิธีในระบบกติกาที่เป็นธรรม

 

9)           ข้อกล่าวหาว่าแก้เพื่อคนๆเดียว

เหตุผลสำคัญที่มักใช้ในการต่อต้านขัดขวางการแก้รัฐธรรมนูญก็คือการทำเพื่อคนๆเดียว ทั้งๆที่ความจริงแล้วการมุ่งทำลายคนๆเดียวต่างหากที่เป็นต้นเหตุให้ประชาธิปไตยและระบบยุติธรรมของประเทศนี้ต้องถูกทำลายเสียจนยับเยินอย่างทุกวันนี้ อย่างไรก็ตามหากรัฐบาลหรือรัฐสภาจะแก้รัฐธรรมนูญเองทั้งหมดคงหลีกเลี่ยงข้อกล่าวหานี้ได้ยาก ถึงไม่ได้ตั้งใจทำเพื่อคนๆเดียวเขาก็หาเรื่องได้อยู่ดี ดังนั้นการที่สสร.ที่มาจากประชาชนจะเป็นคนร่าง แล้วยังให้ประชาชนทั้งประเทศลงประชามติได้อีกซึ่งเท่ากับว่าไม่มีใครกำหนดอะไรได้ จึงเป็นวิธีที่จะทำให้ข้อกล่าวหาที่ว่าทำเพื่อคนๆเดียวก็คงไม่มีน้ำหนักต่อไป

 

 

0000000000

Permalink | Leave a comment  »

]]>
http://files.posterous.com/user_profile_pics/668204/111111111.jpg http://posterous.com/users/4wPzL2bKLTy1 Chaturon Chaisang chaturon Chaturon Chaisang
Sat, 12 Nov 2011 07:57:00 -0800 จาตุรนต์ : ร่วมแก้ปัญหาน้ำท่วมที่แปดริ้วกับศูนย์ช่วยเหลือประชาชนที่บางบอน http://chaturon.posterous.com/79871258 http://chaturon.posterous.com/79871258

Chaturon_123


สวัสดีทุกท่านครับ

 

วันนี้อยู่แปดริ้วครับ เมื่อเช้าไปร่วมประชุมกับทางจังหวัดและประชาชนในพื้นที่น้ำท่วมที่ศาลากลางจังหวัดมาครับ

 

ที่ไปร่วมประชุมไปในฐานะพลเมืองดีครับ เดิมทีจะหารือระหว่างชาวบ้านกับชลประทาน แต่ผู้ว่าทราบเข้าก็เลยเชิญหลายฝ่ายมาร่วมประชุมด้วย

 

ก็ได้ผลดีพอสมควร ชาวบ้านสะท้อนปัญหาและมีข้อเสนอแนะหลายอย่างที่เป็นประโยชน์ หลายเรื่องคงทำได้เลย บางเรื่องอาจยากหน่อยแต่ก็ต้องลุ้นกันต่อ

 

ข้อสรุปคือชลประทานและจังหวัดจะรับไปทำแผนเพิ่มเติมเพื่อดันน้ำไปลงบางปะกงและทะเลให้มากและเร็วขึ้นช่วยทั้งชาวกทม.แปดริ้วและสมุทรปราการ

 

แต่ถ้าจะทำให้ได้ผลจริงจังจะต้องดันน้ำหลายจุดตลอดสายซึ่งต้องใช้เครื่องมือมาก

 

ชาวบ้านขอให้ดูแลเรื่องการเยียวยาระหว่างน้ำยังไม่ลดซึ่งอาจกินเวลาอีกเป็นเดือนๆรวมทั้งการหาอาชีพหรือทำให้มีรายได้

 

มีการเสนอกั้นคันดินริมคลองแล้วสูบน้ำในนาออกเพื่อให้ทำนากันได้ซึงบางพื้นที่ทำสำเร็จมาแล้วเช่นที่อำเภอบางน้ำเปรี้ยว

 

มีการเสนอให้กู้โรงเรียนและสถานที่สาธารณะเพื่อให้ใช้การได้โดยไม่ต้องรอน้ำลดหรือแห้งเสียก่อน คาดว่าคงทำได้ก่อนกำหนดเปิดเรียน 15 พ.ย.นี้

 

นอกนั้นก็มีการเสนอให้ซ่อมแซมทางเข้า ออกหมู่บ้าน ชุมชนที่ไม่ใช้งบมากนักเพื่อลดความเดือดร้อนระหว่างน้ำยังท่วมอยู่

 

ส่วนเรื่องแม่น้ำบางปะกงมีน้ำเสียลงไปมาก มีการเสนอให้ปล่อยน้ำจากระบบลงมาช่วย ส่วนปัญหาน้ำจืดลงทะเลมาก คงยังไม่มีทางแก้

 

จากผลการประชุมที่เล่ามานี้ ความจริงก็ไม่ใช่เรื่องพิเศษอะไร เพียงแต่มีแนวคิดว่าควรดูแลให้ประชาชนอยู่กับน้ำได้โดยลดความเดือดร้อนให้ดีที่สุด

 

เมื่อสักครู่ได้มีโอกาสพูดโทรศัพท์กับผอ.รร.วัดสิงห์ บางบอนว่าที่ไปหารือกันไว้เรื่องการตั้งศูนย์พักพิงและประสานงาน ตอนนี้เปิดให้บริการแล้ว

 

ที่รร.วัดสิงห์นี้น้ำท่วมโดยรอบ แต่รร.ไม่ท่วมเปิดบริการเป็นที่พักพิงคนได้ 200 คน บริการอาหารคนแถวนั้นได้อีก 300 คน มีเรือบริการด้วย

 

มีคณะกรรมการที่มาจากชุมชนร่วมกับทางรร.ช่วยกันบริหารดูแล ทำมาได้ 2-3 วันมีทางอาชีวะมาช่วยเรื่องอาหารและหน่วยงานอื่นก็เข้ามาช่วย

 

นี่เป็นการใช้แนวความคิดว่าควรมีศูนย์ดูแลประชาชนที่อยู่กับน้ำร่วมกับประชาชน โดยให้ประชาชนมามีส่วนร่วมซึ่งสามารถเกิดได้และได้ผลอย่างรวดเร็ว

 

ทราบจากผอ.รร.วัดสิงห์ว่าโรงเรียนในละแวกนั้นก็กำลังทำอย่างเดียวกัน ถ้าทำกันมากๆจริงๆก็จะดูแลคนได้มาก

 

ทราบว่าทางมหาดไทยกำลังประสานกับกระทรวงศึกษาเพื่อจะเพิ่มศูนย์ขึ้นอีก หวังว่าคงไม่ติดขัดเรื่องงบประมาณและคงจะได้รับการสนับสนุนจากฝ่ายต่างๆ

 

อยากเสนอให้ผู้ที่ต้องการช่วยผู้ประสบภัยได้ส่งเสริมการทำงานในลักษณะนี้ซึ่งจะดูแลคนได้ทั่วถึงและมีประสิทธิภาพด้วยการสนับสนุนไปที่ศูนย์ดังกล่าว

 

วันจันทร์หรือวันอังคารนี้ผมจะชวนเพื่อนๆไปเยี่ยมศูนย์ลักษณะนี้สักแห่งสองแห่งแล้วจะมาเล่าให้ฟังกันครับ

 

ปิดท้ายช่วงนี้ด้วยการย้ำว่าถึงแม้สถานการณ์โดยรวมจะดีขึ้นๆ แต่ยังมีคนอีกเป็นล้านที่ยังอยู่กับน้ำและอาจต้องอยู่ต่อไปอีกเป็นเดือน

 

ช่วงนี้ขอพักแค่นี้ก่อนครับ สวัสดีครับ

 

Permalink | Leave a comment  »

]]>
http://files.posterous.com/user_profile_pics/668204/111111111.jpg http://posterous.com/users/4wPzL2bKLTy1 Chaturon Chaisang chaturon Chaturon Chaisang
Tue, 08 Nov 2011 01:40:41 -0800 จาตุรนต์ : แจงกรณีข่าวเปลี่ยนนายกรัฐมนตรี http://chaturon.posterous.com/79255591 http://chaturon.posterous.com/79255591

จาตุรนต์ : แจงกรณีข่าวเปลี่ยนนายกรัฐมนตรี

http://twitter.com/#!/chaturon  8 พฤศจิกายน 2554



นายจาตุรนต์ ฉายแสง อดีตรักษาการหัวหน้าพรรคไทยรักไทย หนึ่งในสมาชิกบ้านเลขที่ 111 ได้ทวิตข้อความผ่านทวิตเตอร์กระแสข่าวเปลี่ยนแปลงนายกรัฐมนตรีว่า หายไป 2-3 วันเพราะหามุมพูดไม่ค่อยถนัด ก็เลยไปหาอะไรทำที่จะพอเป็นประโยชน์บ้างคือไปดูการระบายน้ำที่ฉะเชิงเทรา หารือกับผู้เกี่ยวข้องในการช่วยคนอยู่กับน้ำ

ล่าสุดเพิ่งกลับจากไปดูน้ำแถวบางบอน หนองแขม ไปคุยกับประชาชนและโรงเรียน  แล้วได้ไปเยี่ยมโรงพยาบาลเอกชนวิชัยเวชที่เขตหนองแขม ได้ไอเดียดีๆมาบ้าง

ที่ได้แนวความคิดมาคือ ยังสามารถอาศัยโรงเรียน วัดหรือแม้แต่โรงพยาบาลเอกชนร่วมกับชุมชนจัดตั้งศูนย์พักพิงหรือศูนย์ประสานงานช่วยเหลือประชาชนได้อีกมาก

กำลังรวบรวมข้อมูลเสนอผู้เกี่ยวข้องเพื่อนำไปพัฒนาต่อ ที่ทำนี้เป็นไปตามที่ท่านนายกฯฝากการบ้านหลายๆฝ่ายว่า รัฐบาลจะเสริมกรุงเทพมหานครในการช่วยคนกรุงเทพฯได้อย่างไร

 

เห็นข่าวเรื่อง 111 คิดจะเปลี่ยนนายกฯมา 2 วันแล้วไม่ได้แสดงความเห็นอะไรเพราะไม่เห็นที่มาที่ไป ไม่นึกว่าจะเป็นประเด็นใหญ่

มาวันนี้เห็นเป็นข่าวกว้างขึ้นมาก เพราะมีสื่อไปถามท่านนายกฯ และมีคอลัมนิสต์เขียนถึงเรื่องนี้กันไม่น้อย คงต้องขอชี้แจงบ้างอาจจะเป็นประโยชน์บ้าง

111 ที่หารือร่วมงานกันอยู่ หรือพอติดต่อได้ไม่มีใครคิดหรือหยิบยกประเด็นเรื่องการเปลี่ยนนายกฯเลยสักคน ผมจึงยังนึกไม่ออกว่าจะมี 111 ส่วนไหน

ส่วนที่หารือร่วมงานกันอยู่ หรือบางส่วนแยกกันทำ ช่วงนี้ก็ไม่ค่อยได้ทำงานอื่นนอกจากช่วยท่านนายกฯกับรัฐบาลคิดและทำเกี่ยวกับการแก้ปัญหาน้ำท่วม

สิ่งที่ 111 พยายามทำอยู่นั้นได้พยายามหลีกเลี่ยงประเด็นการเมืองให้มากที่สุดและทำเรื่องที่ถนัดคือ ความรวบรวมความคิดประสบการณ์ในการแก้ปัญหาบ้านเมืองมาใช้ประโยชน์

ส่วนข่าวที่ว่า 111 คิดเปลี่ยนนายกฯนั้นเท่าที่ดูก็เห็นว่ามาจากหนังสือพิมพ์ 1 - 2 ฉบับที่เสนอข่าวนี้โดยไม่ระบุแหล่งข่าวแต่อ้างว่ามีรายงานข่าว

พอเสนอข่าวแบบกุข่าวหรือแต่งเรื่องขึ้นเองแล้ว สื่อที่สงสัยก็ย่อมไปถามผู้เกี่ยวข้องเช่นท่านนายกฯ ซึ่งก็ต้องตอบและก็เลยเป็นข่าวกว้างออกไปอี

เรื่องนี้ก็คล้ายๆกับเรื่องที่บอกว่ามีการวิเคราะห์ในกองทัพถึงความผิดพลาดของรัฐบาลในการแก้ปัญหาน้ำท่วมซึ่งก็อ้างแหล่งข่าวเช่นกัน

ดูพฤติกรรมแล้วจึงเป็นลักษณะที่แสดงว่ามีความพยายามที่จะยุให้มีความแตกแยกเกิดขึ้นทั้งระหว่างรัฐบาลกับกองทัพและนายกฯกับ 111 โดยใช้สื่อบางค่าย

สื่อบางค่ายที่ว่านี้ถนัดในการสร้างข่าวสร้างประเด็นและพร้อมขยายความเพราะถนัดมาตั้งแต่สมัยที่ล้มรัฐบาลไทยรักไทยอยู่แล้วด้วย  

ถ้าดูสื่อที่โหมกระหน่ำรัฐบาลแบบไม่ลืมหูลืมตาก็จะพบว่าเป็นค่ายเดิมที่เคยล้มรัฐบาลมาตั้งแต่สมัยไทยรักไทยนั่นเองประสานกับเครือข่ายเดิมๆ

 

ที่เห็นกระตือรือร้นมากเป็นพิเศษก็หนีไม่พ้นพรรคประชาธิปัตย์เจ้าเก่าอีกนั่นเอง

 

ที่ผมพูดนี้ไม่ได้หมายความว่าจะไม่ให้ฝ่ายค้านวิจารณ์หรือทำหน้าที่ในการตรวจสอบรัฐบาลหรือห้ามสื่อเสนอข่าวที่เป็นประโยชน์ต่อประชาชน

 

เพียงแต่ว่าการที่ฝ่ายค้านทำเหมือนกับว่าอะไรก็จะต้องนำไปสู่การเปลี่ยนรัฐบาลหรือเปลี่ยนนายกฯไปเสียหมดก็ดูจะง่ายไปหน่อย เอาแต่ได้ไปหน่อย

 

ส่วนสื่อที่ตั้งป้อมโจมตีรัฐบาลก็ย่อมเป็นสิทธิที่จะทำได้ แต่ก็ควรต้องมีจรรยาบรรณในการเสนอข่าว ไม่ใช่เขียนขึ้นเอง เต้าข่าวขึ้นเอง

 

ที่ผมพูดมานี้ไม่ได้กำลังแก้ตัวให้รัฐบาลและไม่ได้บอกว่ารัฐบาลดีเลิศประเสริฐศรี แต่กำลังบอกว่าที่มีการเสนอข่าวบางเรื่องนั้นไม่เป็นความจริง

 

สำหรับท่านที่ต้องการวิพากษ์วิจารณ์หรือเสนอความเห็นต่อรัฐบาลเกี่ยวกับการแก้ปัญหาน้ำท่วม นอกจากเป็นสิทธิแล้วผมยังคิดว่ารัฐบาลควรรับฟังด้วย

 

0000000

Permalink | Leave a comment  »

]]>
http://files.posterous.com/user_profile_pics/668204/111111111.jpg http://posterous.com/users/4wPzL2bKLTy1 Chaturon Chaisang chaturon Chaturon Chaisang
Tue, 01 Nov 2011 00:04:00 -0700 คำชี้แจงข้อสงสัยเรื่องการระบายน้ำไปฉะเชิงเทรา http://chaturon.posterous.com/78106137 http://chaturon.posterous.com/78106137

Chaturon_1

 

สวัสดีครับทุกท่าน

  

เห็นว่ามีข่าวนสพ.และการแสดงความเห็นวิพากษ์วิจารณ์มีการขัดขวางการระบายน้ำไปทางฉะเชิงเทรา พาดพิงให้คิดไปได้ว่าเป็นการขัดขวางของนักการเมืองภาคตะวันออก ผมขอชี้แจงว่าไม่เป็นความจริงแม้แต่น้อย 

  

หลายวันที่ผ่านมาทั้งน้องสาวผมคือ คุณฐิติมา และผมได้พยายามเต็มที่ในการประสานกับจังหวัดฉะเชิงเทรา กรมชลประทานและรมต.เกษตรในการเตรียมสูบน้ำลงบางปะกง 

 

ทราบว่าเครื่องดันน้ำและเครื่องสูบไม่พอก็พยายามประสานเต็มที่เพื่อขอให้ส่งไป จะได้ช่วยระบายลงแม่น้ำบางปะกงออกทะเลได้เร็วขึ้น

 

ผมโทรหาผู้ว่า รองผู้ว่าฉะเชิงเทราอยู่บ่อยๆ เพื่อถามว่าน้ำไปถึงฉะเชิงเทราส่วนที่จะระบายต่อลงแม่น้ำหรือทะเลแล้วหรือยัง แต่ทราบว่าน้ำยังไปไม่ถึง

 

ได้ถามฝ่ายที่พยายามระบายไปก็ทราบว่าการระบายทำได้ยากเพราะผ่านที่สูงและเครื่องมือมีน้อยมีอุปสรรคต่างๆอีกด้วย น้ำจึงไม่ไปถึงเท่าที่ควร

 

ชาวฉะเชิงเทราทราบดีว่าเป็นทางผ่านและสามารถช่วยระบายเพื่อลดความเดือดร้อนให้คนกทม.ได้บ้าง ก็รอน้ำกันอยู่ รู้ว่าเวลาน้ำผ่านแล้วล้นคลองท่วมเขา

 

ถ้าระบายไปเร็ว ออกทะเลเร็วเรื่องทั้งหมดก็จบเร็ว คนฉะเชิงเทราและสมุทรปราการเป็นจังหวัดสุดท้ายของระบบน้ำนี้ จะต้องอยู่กับปัญหาน้ำท่วมจนจบ

 

เพียงแต่ว่าชาวฉะเชิงเทราและสมุทรปราการเขาขอให้มีเครื่องดันน้ำและเครื่องสูบน้ำไปให้ใช้มากๆจะได้เร็วและระหว่างระบายก็จะได้ไม่ท่วมพวกเขามากนัก แต่ขณะนี้เครื่องดันน้ำก็ยังน้อยและที่น้อยมากคือเครื่องสูบน้ำและประสิทธิภาพต่ำ การผันน้ำไปทางตะวันออกที่จะส่งไปลงแม่น้ำบางปะกงและบางส่วนลงทะเลนั้น หากทำเสริมกันอีกได้เต็มที่จะทำให้ระบายได้มากกว่าที่ผ่านมาหรือมากกว่าที่เป็นอยู่อีกประมาณวันละ 20-25 ลบ. ม. ซึ่งก็จะช่วยระบายน้ำเป็นพันๆล้านลบ.ม.ได้บ้าง

 

ทั้งหมดนี้ชาวฉะเชิงเทราพร้อมช่วยอยู่ นักการเมืองภาคตะวันออกก็พยายามประสานเพื่อช่วยอยู่ ไม่มีใครขัดขวางการระลายน้ำไปฉะเชิงเทราอย่างที่เข้าใจผิดและลือกันอยู่แม้แต่น้อย

 

 

Permalink | Leave a comment  »

]]>
http://files.posterous.com/user_profile_pics/668204/111111111.jpg http://posterous.com/users/4wPzL2bKLTy1 Chaturon Chaisang chaturon Chaturon Chaisang
Mon, 31 Oct 2011 19:03:00 -0700 รวมทวิตเตอร์จาตุรนต์: สภาพน้ำท่วมทางตะวันตกของกทม. http://chaturon.posterous.com/78083491 http://chaturon.posterous.com/78083491

Chaturon

 

 

สวัสดีครับทุกท่าน 

 

บ่ายนี้มีโอกาสติดสอยห้อยตามผู้ที่มีหน้าที่ เขาไปบินวนดูสภาพน้ำท่วมรอบๆกรุงเทพฯมา เสียดายยังเอารูปที่ถ่ายลงคอมฯไม่เป็น ใช้เล่าไปก่อนละกันครับ 

 

ทางเหนือของกทม.เห็นน้ำยังอยู่อีกเยอะมากและดูทิศทางที่ไหลก็ไหลลงสู่กรุงเทพฯแทบทั้งนั้น ส่วยคลองประปายังน่าเป็นห่วงเพราะยังมีคันรั่วและคันบาง 

 

เพราะฉะนั้นปัญหาจากน้ำบนบกจากด้านเหนือของกทม.ยังเป็นปัญหาใหญ่ ต้องดูว่าจะระบายออกข้างลงสู่แม่น้ำให้เร็วได้แค่ไหน ถ้าได้ช้าและน้อย ยังอ่วมอีก

 

ส่วนที่น่าเป็นห่วงมากอีกส่วนหนึ่งคือฝั่งธนฯทั้งแถบและนครปฐมซึ่งก็เจอกับมวลน้ำเยอะมากที่ยังจะลงไปข้างล่างเพิ่มขึ้นอีกอย่างรวดเร็ว

 

ฝั่งธนฯที่ท่วมแล้วแถวทวีวัฒนา มหาสวัสดิ์ ภาษีเจริญบางส่วนหนักมากทั้งนั้น หาบ้านที่น้ำไม่ท่วมไม่ค่อยมี เห็นแต่น้ำทั่วไปหมด ไม่ใช่แค่ริมคลอง

 

จากภาษีเจริญลงไปจากนี้คงจะหนักมากๆแน่เพราะเป็นที่ต่ำและอยู่ในเส้นทางน้ำ นอกจากน้ำมากแล้วอาจจะไปเร็วและลึก ใครมีญาติมีเพื่อนทางนั้นช่วยแจ้ง

 

ทางฝั่งธนฯคงจะลำบากอีกนานเพราะไม่มีระบบระบายน้ำให้พ้นพื้นที่ลงแม่น้ำลงทะเล เหมือนด้านในของกทม. หลายฝ่ายคงต้องเตรียมรับมือและปชช.ต้องเตรียมใจ

 

นอกนั้นก็เป็นทางนครปฐมฯซึ่งน้ำก็ไปเร็วและมาก ใครที่อยู่ในเส้นทางไม่ควรประมาทอย่างยิ่ง น้ำทางตะวันตกของกทม.มีมากและเคลื่อนตัวเร็ว

 

พื้นที่ด้านตะวันตกของกทม.ที่ผมไปดูมานี้ควรจะต้องเตือนภัยให้เข้มขึ้นและให้คนเตรียมตัวล่วงหน้ามากขึ้น มิฉะนั้นจะเสียหายกันอีกมาก เตรียมไม่ทัน

 

อยากเสนอว่าการเตือนภัยสำหรับชาวกทม.ทุกส่วนรวมทั้งจังหวัดข้างเคียงที่อยู่ในเส้นทางน้ำหรือริมน้ำควรเตือนล่วงหน้านานกว่านี้ จะเสียหายน้อยลง

 

ส่วนปัญหาที่คลองประปา ยังวางใจไม่ได้เลยต้องช่วยกันดูแลให้ดีและถ้าปัญหาใหญ่ขึ้นก็คงต้องให้ประชาชนทราบว่าจะเกิดอะไรตามมา

 

พรุ่งนี้จะพยายามเอารูปบางส่วนลงให้ดูกันครับ อย่างน้อยจะได้เรียนวิธีเอารูปจากกล้องมาให้ดูกันด้วยและน่าจะช่วยให้เห็นภาพได้บ้าง

 

วันนี้คงขอพักแค่นี้ก่อนครับ สวัสดีทุกท่านครับ

 

Permalink | Leave a comment  »

]]>
http://files.posterous.com/user_profile_pics/668204/111111111.jpg http://posterous.com/users/4wPzL2bKLTy1 Chaturon Chaisang chaturon Chaturon Chaisang
Thu, 27 Oct 2011 23:31:00 -0700 คำเตือนและข้อระวังสำหรับคนที่อยู่ใต้น้ำทางเหนือและอยู่ริมแม่น้ำเจ้าพระยา http://chaturon.posterous.com/77553349 http://chaturon.posterous.com/77553349

2009_07_13_chaturon


สวัสดีครับทุกท่าน มาตามที่ได้บอกไว้เมื่อคืนแต่ก็มีเวลาไม่มาก ขอโทษล่วงหน้าครับ
 

 

โจทย์ของผมที่จะพูดวันนี้คือจะช่วยกันลดความเดือดร้อนเสียหายในเรื่องใหญ่ๆให้ดีที่สุดได้อย่างไร จะป็นการเสนอต่อประชาชนและภาคเอกชนครับ 

 

ปัญหาใหญ่หลวงที่เรากำลังเผชิญอยู่แบ่งได้เป็น 2 ส่วนคือ หนึ่ง ประชาชนที่กำลังจะถูกน้ำท่วมซึ่งยังมีอีกมากเป็นล้านๆคนในกทมฯและจว.ใกล้เคียง

 

สองคือประชาชนส่วนที่ถูกน้ำมานานแล้วและยังอยู่กับน้ำซึ่งก็มีประมาณ 2- 3 ล้านคนและกำลังจะเพิ่มขึ้นอีกหลายล้านคนในไม่กี่วันนี้

 

ก่อนที่จะเสนออะไรต่อไป ขอแนะนำประชาชนกทม.ทุกท่านว่าหากใครอยู่ในวิสัยที่จะออกไปอยู่ต่างจังหวัดได้ขอให้เตรียมการให้พร้อมแล้วรีบเดินทางโดยเร็ว

 

ท่านนายกฯ ศปภ.และนักวิชาการได้พูดถึงสถานการณ์เลวร้ายทีสุดไปแล้ว ถ้าใครรู้สึกว่ายังไม่ตรงกันก็ให้ถือส่วนที่เลวร้ายที่สุดที่ได้ฟังมาเป็นหลัก

 

อันดับแรกผมจะขยายความต่อว่าขณะที่สถานการณ์ได้แย่ลงอย่างรวดเร็วแล้ว แต่เราก็ยังไปไม่ถึงสถานการณ์เลวร้ายที่ว่ากัน ยังจะต้องพบปัญหาอีกมาก

 

ส่วนที่จะถูกน้ำท่วมเพิ่มนั้นจุดอันตรายจุดแรกคือริมแม่น้ำเจ้าพระยา เมื่อน้ำขึ้นสูงเต็มที่พนังกั้นน้ำจะรับไม่อยู่และคงจะข้ามพนังได้ในหลายจุด

 

วันนี้น้ำในแม่น้ำเจ้าพระยาจะสูงสุดประมาณ 5 เย็นในระดับประมาณ 2.60 เมตร หมายความว่าพรุ่งนี้และมะรืนนี้อาจสูงกว่านี้ได้อีก

 

น้ำสูงระดับนี้จะทำให้พนังในส่วนที่เป็นถุงทรายพังได้ง่ายและหลายจุดน้ำจะข้าได้เป็นจำนวนมากและแต่ละช่วงจะกินเวลาหลายชั่วโมงซึ่งได้เกิดแล้ว

 

น้ำจากริมแม่น้ำเจ้าพระยาจะทำให้คนเดือดร้อนเป็นจำนวนมากกว่าที่เคยอธิบายกันไว้มาก เสนอให้ประชาชนเตรียมตัวให้พร้อมและเคลื่อนย้ายให้เร็ว

 

การเคลื่อนย้ายนี้ควรทำเร็วกว่าที่มักทำกัน คือไม่รอให้น้ำท่วมเสียก่อน

 

พนังกันน้ำส่วนที่แข็งแรงมีระดับไม่เท่ากัน ส่วนใหญ่จะต่ำกว่าระดับ 2.6 เมตร และเมื่อหลายส่วนรับไม่อยู่ก็จะกระจายถึงจุดอื่นด้วย

 

ประชาชนที่อยู่ริมและใกล้แม่น้ำเจ้าพระยาจึงควรเตรียมพร้อมทั้งหมดทุกครอบครัว ส่วนจะหาข้อมูลเพิ่มเติมก็ดี เพื่อคิดทางหนีทีไล่ได้ดีขึ้น

 

ย้ำว่าหากอยู่ในบ้านชั้นเดียว ที่ต่ำหรืออยู่ในเกณฑ์เสียงที่จะเป็นอันตรายถึงชีวิตหรือร่างกายและคิดว่าต้องย้ายที่เพื่อปลอดภัยต้องทำด่วนที่สุด

 

หากช้า ถนนสายต่างๆจะมีน้ำท่วมมากขึ้นทำให้ยากในการเคลื่อนย้ายเพราะรถจะสู้ไม่ได้ แล่นไม่ได้เดินทางกันไม่ได้และเรือก็มีอยู่น้อยมาก

 

สำหรับประชาชนที่อยู่ใต้มวลน้ำจากทางเหนือและอยู่ในเส้นทางไล่ลงมารวมทั้งทางตะวันตกไปทางฝั่งธนฯ นครปฐมฯลฯขอให้นึกถึงภาพบางบัวทองและบางใหญ่

 

น้ำมักจะไปถึงเร็วและมากกว่าที่คิดถ้าไม่เตรียมพร้อมและทำอะไรเสียเนิ่นๆจะสียหายมาก

 

ส่วนที่จะเสียหายมากเป็นพิเศษคือส่วนที่อยู่ใต้คันกั้นน้ำทั้งหลายซึ่งระดับน้ำจะสูงมากเมื่อคันแตก เอาไม่อยู่น้ำจะมาแรงมาก

 

เพราะฉะนั้นแนวคันกั้นน้ำโดยเฉพาะรังสิต หลักหก ฯลฯแถวๆนี้ที่มีน้ำอยู่ข้างบนมหาศาล เมื่อเอาไม่อยู่จะเสียหายอย่างหนัก เสนอให้ประชาชนย้ายด่วน

 

ไม่ควรรอจนน้ำถึงเข่าถึงเอวแล้วจึงเคลื่อนย้ายหรืออพยพ แต่ต้องทำล่วงหน้ามากๆ ระหว่างที่ยังไม่ย้าย ขอให้เตรียมว่าเมื่อน้ำมาจะรักษาชีวิตอย่างไร

 

ต้องคิดไว้ก่อนว่าตราบใดที่น้ำมหาศาลยังลงมาเรื่อยๆ ไม่หมดไป คันจะเอาไม่อยู่ น้ำจะบ่ามารุนแรงและเร็วมาก บางจุดจะพุ่งเข้าหาใจกลางกทม.

 

ภาวะอย่างนี้อาจเกิดขึ้นได้ทุกนาที ยิ่งถ้ามีข่าวว่าคันพังและกำลังเสริม ตามสถิติก็แปลว่าจะพังแน่แล้วนั่นเอง ยิ่งต้องรับอพยพด่วน

ย้ำอีกครั้งว่าการเคลื่อนย้ายคน ถ้าทำช้าจะทำยากมากเพราะถนนสายต่างๆจะถูกน้ำท่วมมากขึ้นจนเดินทางไหมาไม่ได้ ท่านที่คิดจะย้ายจึงต้องรีบมากๆ

 

สองส่วนที่ผมพูดถึงอยู่นี้กำลังเกิดขึ้นพร้อมๆกันอยู่แล้วและจะหนักขึ้นเรื่อยๆ ใน1-3 วันนี้วิกฤตสุดๆ เพราะน้ำหนุน

 

แต่วิกฤตนี้ยังอยู่ต่อไปตราบใดที่น้ำมหาศาลยังจ่ออยู่เหนือคันกันน้ำที่เสริมด้วยกระสอบทรายซึ่งแพ้มาแล้วทุกจุด

 

ส่วนที่มักถามกันว่าที่บ้านจะท่วมไหมนั้น ถ้าท่านอยู่ในกทม.หรือในเส้นทางน้ำ คำตอบคือให้เตรียมลดความเสียหายด่วนที่สุดแล้วเตรียมรับสถานการณ์

 

ข้อมูลเล็กๆที่อยากให้ช่วยกันตรวจสอบและช่วยให้ปชช.ทราบคือพนังริมเจ้าพระยาส่วนที่แข็งแรงอยู่ที่ระดับ 2.30 ;2.50 ;2.80 เมตร ซึ่งล่อแหลมอันตราย

 

ที่พูดมาเป็นส่วนที่เกี่ยวกับประชาชนที่กำลังจะประสบหัญหาเพิ่ม ส่วนที่อยู่กับน้ำท่วมอยู่แล้วซึ่งกำลังจะมากขึ้นรวมเป็นหลายล้านคน บ่ายนี้พูดต่อ

 

 

Permalink | Leave a comment  »

]]>
http://files.posterous.com/user_profile_pics/668204/111111111.jpg http://posterous.com/users/4wPzL2bKLTy1 Chaturon Chaisang chaturon Chaturon Chaisang
Mon, 24 Oct 2011 06:01:00 -0700 เตรียมแผนรับมือน้ำท่วมกรุงเทพมหานคร http://chaturon.posterous.com/77041079 http://chaturon.posterous.com/77041079

Chaturon_chaisang_3

 

 

twitter.com/chaturon 

ตั้งแต่นครสวรรค์ลงมาถุงทรายช่วยได้กรณีป้องกันน้ำท่วมเล็กๆน้อยๆ ที่ใช้สู้กับน้ำที่มาเป็นผืนใหญ่ไม่ปรากฏว่าสู้กับน้ำได้เลย จุดใดที่จะต้องรับมือกับน้ำที่มาเป็นหน้ากระดานจึงไม่อาจหวังว่าจะสู้ได้  มีแต่ต้องเตรียมรับผลเมื่อกระสอบหรือพนังกั้นสู้ไม่ไหวแล้วจะทำอย่างไร


การจะให้น้ำลดเร็วๆเป็นเรื่องใหญ่ สำคัญและยากมาก ต้องวางแผนอย่างเป็นระบบโดยผู้เชี่ยวชาญที่ต้องปรึกษากันและต้องอาศัยความร่วมมือหลายฝ่าย และยังต้องมีเครื่องมือมาก ที่ขณะนี้ยังไม่มีเช่นเครื่องสูบน้ำ ถุงทรายจำนวนมาก หากไม่ทำจริงจังจะมีคนจำนวนมากต้องอยู่กับน้ำต่อไปอีกเป็นเดือนๆ


การที่น้ำก้อนใหญ่กำลังจะมาถึงกทม.ในช่วงเวลาเดียวกับน้ำทะเลจะหนุนสูงสุด ยิ่งกว่าตอนน้ำท่วมอยุธยา หยุดราชการอย่างเดียวไม่พอแล้ว มาช่วยกันคิดครับ


เมื่อนึกถึงภาพวันที่ 26-29 ต.ค.แล้วการที่เราสู้กับน้ำอยู่ตามคันคลองต่างๆหรือประตูน้ำบางแห่งเป็นเรื่องจิ๊บจ้อยมาก ผู้ที่เกี่ยวข้องจำนวนมากต้องคิดกันใหม่ ให้เข้าใจว่ากำลังสู้กับอะไร และจะเตรียมการอย่างไร จะให้ประชาชนเตรียมตัวอย่างไร


ช่วงนี้มีคำถามเข้ามา ผมจะขอตอบรวมๆไปเลยนะครับ


การจะให้น้ำลดเร็วๆเป็นเรื่องใหญ่ สำคัญและยากมาก ต้องวางแผนอย่างเป็นระบบโดยผู้เชี่ยวชาญที่ต้องปรึกษากันและต้องอาศัยความร่วมมือหลายฝ่าย และยังต้องมีเครื่องเครื่องมือมากที่ขณะนี้ยังไม่มีเช่นเครื่องสูบน้ำ ถุงทรายจำนวนมาก หากไม่ทำจริงจังจะมีคนจำนวนมากต้องอยู่กับน้ำต่อไปอีกเป็นเดือนๆ


ไม่มีใครปล่อยน้ำเข้ากทม. ไม่มีใครตั้งใจให้น้ำท่วมกทม. ที่ท่วมคือเอาไม่อยู่ แต่ที่ระบายผ่านทางคลองผ่านกทม.ไม่ทำให้ท่วม  กลับจะช่วยให้ท่วมน้อยลง


 

เมื่อน้ำก้อนใหญ่ลงมา ที่กั้นๆกันอยู่อาจเอาไม่อยู่เลยเหมือนที่เอาไม่อยู่มาตลอดทาง ขณะที่น้ำทะเลหนุนสูงสุดจะทำให้เวลาน้ำขึ้น น้ำในแม่น้ำเจ้าพระยาจะสูงกว่าวันนี้อีกมาก


ใน 1-2 วันมานี้พนังกั้นน้ำริมเจ้าพระยาหลายแห่งก็เริ่มมีอาการเอาไม่อยู่บ้างแล้ว เมื่อน้ำเจ้าพระยาสูงกว่านี้อีกมากจะเป็นอย่างไร ใครจะรับประกันว่า เอาอยู่


ที่ผมเสนอความเห็นอยู่นี้เป็นความเห็นในฐานะประชาชนคนหนึ่งที่ห่วงใยประชาชนด้วยกันทั้งในจังหวัดต่างๆที่อยู่ในเส้นทางและในกทม. รวมทั้งกทม.ชั้นใน


ส่วนที่เสนอความเห็นให้ศปภ.ได้เสนอไปพอสมควรแล้วและพรุ่งนี้จะพยายามเสนออีกครั้ง แต่ผมจะรอศปภ.เข้าใจเรื่องนี้ไม่ได้  คิดว่าควรสื่อกับประชาชน


ผมคิดว่าศปภ.และกทม.ยังไม่เข้าใจหลักการแนวปฏิบัติเกี่ยวกับการเตือนภัยและชี้แจงเพื่อการเตรียมความพร้อมของประชาชน ทำให้การชี้แจงที่ผ่านมายังสับสน


ศปภ.เน้นเรื่องการกลัวประชาชนตื่นตระหนกซึ่งเป็นการหลงประเด็น ที่จริงคือประชาชนเขาต้องการรู้ว่าอาจจะเกิดอะไรจะตองเตรียมตัวอย่างไรเมื่อไร


ผมพูดอย่างนี้แล้วศปภ.บางคนอาจจะโกรธผมก็ขอให้โกรธไป แต่ถ้ายังอยากฟังคำแนะนำจากผมก็ขอให้บอกมา ยินดีจะไปให้คำแนะนำอีก แต่ศปภ.ต้องปรับความคิดด่วน


ขอให้ข้อมูลว่าการระบายน้ำผ่านคลองต่างๆของกรุงเทพฯทำได้น้อยกว่าเป้ามาก ส่วนการระบายไปทางตะวันออกที่หวังกันนั้น ถึงเมื่อเช้านี้น้ำยังไม่ไปฉะเชิงเทราและสมุทรปราการ ไม่มีน้ำให้สูบลงแม่น้ำบางปะกงและทะเล


ขอถามศปภ.ว่าแล้วน้ำก้อนใหญ่จะหายไปเองได้อย่างไร และจะไม่ลงมาหากรุงเทพฯซึ่งเป็นที่ต่ำหรือ


หลักของการเตือนภัยก็คือต้องให้ภาพว่าถ้าสถานการณ์เลวร้ายที่สุดอาจเป็นอย่างไร ทุกฝ่ายควรเตรียมตัวอย่างไร ซึ่งถ้าไม่เกิดก็ไม่เป็นไร แต่ต้องเตรียม


การเตรียมรับสึนามิเขาต้องมีไว้ตลอด คนจึงรู้สึกปลอดภัยไม่ใช่ตระหนกเพราะมีแผน พอเกิดแผ่นดินไหวในทะเล  บางที่เขาให้อพยพคนขึ้นที่สูงทันที แต่เมื่อไม่มีผลกระทบก็กลับบ้าน ที่เขาเดือดร้อนที่ต้องอพยพกันโกลาหลเขาก็ไม่โกรธ


ต้องตั้งโจทย์ใหม่ว่า ถ้ากรุงเทพฯเป็นแบบนครสวรรค์บวกบางบัวทอง จะเตรียมรับกันอย่างไร มีแผนรับมืออย่างไรและประชาชนจะเตรียมตัวอย่างไร ไม่ใช่บอกแต่ว่ากรุงเทพฯจะไม่เป็นไร


ข่าวว่าศปภ.มีแผนเตรียมรับกรณีน้ำท่วมกทม.ทุกด้านแล้ว ถ้ามีควรจัดชี้แจงให้ประชาชนทราบ ไม่ต้องกลัวว่าชี้แจงแล้วคนจะตระหนก คนเขากลัวว่าจะไม่มีแผน


บางคนว่าผู้รับผิดชอบยังมีความเห็นต่างกันในเรื่องน้ำจะท่วมกทม.มากน้อยแค่ไหน ฝ่ายที่คิดว่าคงไม่หนักจึงไม่อยากเตือนให้น่ากลัวเกินไปซึ่งเป็นการหลงประเด็น


ที่ถูกคือเมื่อเห็นว่าน้ำท่วมรุนแรงมาตลอดทางและมีบางฝ่ายเห็นว่าอาจรุนแรงมาก จะต้องเตือนให้เห็น worst case scenario และเตรียมรับมือ


ผมไม่ได้บอกว่าศปภ.ไม่พูดความจริง แต่ศปภ.ไม่เข้าใจหลักว่าด้วยการเตือนภัยกับการชี้แจงเพื่อให้ประชาชนเตรียมตัว 

 

Permalink | Leave a comment  »

]]>
http://files.posterous.com/user_profile_pics/668204/111111111.jpg http://posterous.com/users/4wPzL2bKLTy1 Chaturon Chaisang chaturon Chaturon Chaisang
Fri, 21 Oct 2011 19:27:00 -0700 จาตุรนต์ ฉายแสงกับการเตรียมการรับมือกับน้ำท่วมในกทม. http://chaturon.posterous.com/76451124 http://chaturon.posterous.com/76451124

Chaturon

ประเด็นหนึ่งในขณะนี้คือจะชี้แจงคนกทม.อย่างไรดีและควรมีการเตรียมการสำหรับกทม.อย่างไรดี 

ผมไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญเรื่องน้ำจึงไม่สามารถทำหน้าที่พยากรณ์ได้ว่าจะเกิดอะไรขึ้นกับกรุงเทพฯ มีความเห็นส่วนตัวอยู่แต่ก็ไม่ควรพูด 

แต่จะพูดหลักการให้ฟังว่าในหารรับมือกับอุบัติภัยรุนแรงนั้นมีหลักอยู่ว่าต้องเอาผู้รู้ผู้เชี่ยวชาญและผู้มีหน้าที่มาวิเคราะห์

โดยคำถามที่สำคัญที่ต้องให้อธิบายคือหากสถานการณ์เลวร้ายที่สุดจะเกิดอะไรขึ้น จะมีสภาพอย่างไรและจะต้องเตรียมรับมืออย่างไรทั้งเจ้าหน้าที่และปชช.

ในกรณีของกทม.ขณะนี้เท่าที่จับความได้ก็คือมีโอกาสที่น้ำจะท่วมตั้งแต่หนักพอควรจนถึงหนักมากและกว้างมาก ภาพอย่างแย่คือกทม.ชั้นในก็จะท่วมด้วย

ที่ผมจับความได้นี้ไม่มีใครยืนยันได้ว่าจะเกิดขึ้นหรือไม่แบบร้อยเปอร์เซ็นต์ แต่ประเด็นก็คือไม่ว่าจะเกิดหรือไม่ก็ต้องมีการเตรียมรับของทุกฝ่าย

เพราะฉะนั้นแนวในการชี้แจงจึงต้องปรับปรุงด่วน คือไม่ใช่แค่พื้นที่ใดเสียงบ้าง โดยเฉพาะพื้นที่ๆกำลังจะท่วมอยู่แล้วก็ต้องบอกว่าจะยันได้อีกกี่ชั่วโมง

และระหว่างที่เหลืออีกกี่ชั่วโมงหรือกี่วันนั้นควรเตรียมตัวอย่างไร โดยแนะนำอย่างเป็นรูปธรรม ให้คนปฏิบัติได้ ผมมั่นใจว่าถ้าชี้แจงดีประชาชนจะไม่ตระหนก

นาทีนี้ไม่ต้องกลัวประชาชนตระหนกเพราะคนจำนวนมากเขาตระหนกอยู่แล้ว แต่เขาไม่ทราบว่าจะทำอะไรอย่างไรเป็นสิ่งที่กังวลมากกว่า

กับคนอีกจำนวนมากอาจจะประมาทหรือไม่ก็อยู่ในสภาพที่ไม่เตรียมตัวเพราะคิดว่าจะ"เอาอยู่" ดังนั้นจึงต้องชี้แจงว่าประชาชนควรเตรียมการอย่างไร

ในการชี้แจงนี้ควรให้ข้อมูลว่าพื้นที่ใดของกทม.สูงต่ำอย่างไร มีแนวโน้มที่จะท่วมมากน้อยแค่ไหน แย่ที่สุดจะเป็นอย่างไร

แล้วอาจแนะนำเป็นข้อๆสำหรับคนในกทม.ทั่วชั้นนอกและชั้นในให้เตรียมการเช่นยกของขึ้นชั้น 2 โดยเฉพาะของมีค่าที่สูญเสียง่ายต้องรีบทำทันที

เตรียมทางหนีทีไล่ล่วงหน้าเช่นถ้าต้องเคลื่อนย้ายออกจากบ้าน จะเอาของอะไรไปด้วยบ้าง จะใช้พาหนะอะไร รถหรือเรือ และจะไปไหนในเฉพาะหน้านั้นและหลังนั้น

ผู้ที่มีรถแต่ไม่ต้องใช้ก็ได้และหาที่เก็บในต่างจังหวัดได้ควรนำรถไปไว้ที่ต่างจังหวัดเสีย กรุงเทพฯทมีรถ 3- 4 ล้านคัน ถ้าน้ำท่วมกว้างมากและนานเช่น 2 สัปดาห์ขึ้นไปรถจะเสียหายเป็นมูลค่ามหาศาล

จะเตรียมน้ำดื่มน้ำใช้ อาหารที่ปรุงง่าย เก็บได้นาน จำนวนพอสมควรที่ไม่ต้องมากไปได้อย่างไร

ถ้าเกิดอะไรฉุกเฉินสำหรับแต่ละครอบครัว จะขอแรงใครติดต่อใคร มีเบอร์โทรหรือยังทั้งราชการ เอกชนและญาติหรือเพื่อนเป็นต้น

น่าจะมีเรื่องที่ต้องเตรียมอีกหลายอย่าง ซึ่งถ้าผู้เชี่ยวชาญช่วยกันเรียบเรียงก็จะครบถ้วนกว่าที่ผมยกตัวอย่าง

นอกจากนั้นทางราชการ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องก็ต้องเตรียมอย่างเป็นระบบเช่นกันซึ่งผมจะไม่เสนอในที่นี้ ได้พยายามเสนอทางหลักการให้ศปภ.อยู่

การเตรียมตัวเหล่านี้ ถ้าน้ำไม่ท่วมก็ไม่มีอะไรเสียหายสักเท่าไร แต่ถ้าไม่เตรียมแล้วน้ำท่วมกทม.หนักอย่างที่เกรงกันจะเสียหายมาก

ที่ผมเสนอมาเป็นเชิงหลักการทั่วไป ไม่ยืนยันว่าจะเกิดอะไรขึ้น ขอให้ฟังผู้เชี่ยวชาญ แต่ในส่วนคำแนะนำนั้นผมเชื่อว่าคนกรุงเทพฯทุกคนสามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้เลยและควรเริ่มคิดตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป

ตกไปนิดครับ แน่นอนว่าคนส่วนใหญ่จะอยู่กับน้ำเพราะฉะนั้นก็ต้องเตรียมคิดว่าจะอยู่กับน้ำอย่างไร

น้ำท่วมปีนี้ เราจะเห็นว่าน้ำมากมหาศาลในขณะที่ระบบรองรับที่จะระบายไม่สามารถรับมือได้ ขณะเดียวกันที่เป็นจุดอ่อนมากๆคือระบบเตือนภัยและการให้เตรียมการรับมือทำได้น้อย

เรามักเห็นการไปยันกับน้ำไว้ด้วยคันดินหรือกระสอบทรายซึ่งไม่แข็งแรงพอสู้กับน้ำขนาดมหึมาโดยมักไม่ได้เตรียมการรับมือกับสภาพที่น้ำท่วมแล้ว

จึงมักเห็นคนอพยพหนีน้ำกันอย่างอุตลุดอลเวง และเกิดความเสียหายมากกว่าการให้ประชาชนเตรียมการอย่างดี

ปัญหานี้ได้เกิดกับคนในปริมณฑลบางจังหวัดในภาวะที่ขาดแคลนวัสดุอุปกรณ์อย่างมาก สภาพอย่างนี้ไม่ควรให้เกิดกับกทม.อีก

เพราะฉะนั้นให้คนส่วนหนึ่งรับผิดชอบการสู้ตามคันกั้นน้ำและการระบายน้ำซึ่งจะมีขีดความจำกัดมากและจะยันไว้ได้ไม่นาน

กำลังส่วนใหญ่ต้องมาคิดเตรียมรับมือกับภาวะน้ำท่วมกรุงเทพฯซึ่งต้องคิดแบบ worst case scenario กำลังส่วนใหญ่ควรนำมาคิดเตรียมการรับมือกับภาวะน้ำท่วมกทม.และเตรียมความคิดความพร้อมของประชาชนที่จะรับกับภาวะท่วมหนัก

มีคนถามมามากว่าทีนั่นจะท่วมไหมที่นี่จะท่วมไหม ผมคิดว่ากทม.ควรร่วมมือกับศปภ.เตรียมข้อมูลให้ดีแล้วชี้แจงประชาชนให้พอเห็นภาพจะได้เตรียมตัวถูก

กทม.และศปภ.ควรหาข้อมูลว่าบริเวณไหนสูง ต่ำอย่างไร ถ้าน้ำท่วมจะสูงแค่ไหน ซึ่งมีการวิเคราะห์แบบเป็นวิทยาศาสตร์อยู่แล้วเป็นหลายระดับความรุนแรง

แล้วกทม.ร่วมกับศปภ.นำข้อมูลเหล่านั้น ประกอบกับแนวถนนหรือคลองที่จะกั้นน้ำทำให้ระดับอาจต่างกันชี้แจงให้ประชาชนทราบจะได้เตรียมตัวถูก

ขณะนี้ในการชี้แจงเกี่ยวกับน้ำท่วมกทม.ไม่ควรทำอยู่อย่างน้อย 2 ข้อคือหนึ่งอย่าพูดว่าเอาอยู่แน่และ สอง อย่ากลัวว่าถ้าแนะนำประชาชนแล้วจะตื่นตระหนก

ที่อยากจะแนะนำกทม.ต่อไปคือการเตรียมแผนรับมือหากน้ำท่วมหนักและนานกว่าที่คิดเช่นจะจัดการอย่างไรกับรถหลายล้านคัน การช่วยคนเคลื่อนย้าย และ....

กทม.ควรเตรียมการว่าถ้าประปามีปัญหา จะแก้อย่างไร ถ้ารถใต้ดินมีปัญหา หรือถ้ารถติดรถตายเยอะขณะน้ำท่วมจะมีเครื่องมือช่วยอย่างไรเป็นต้น

ที่ผมยกตัวอย่างมานี้ ไม่ว่าน้ำจะท่วมหรือไม่ท่วมกทม.หรือจะท่วมมากแค่ไหนก็ต้องเตรียมและถ้าเตรียมได้เร็วก็ยิ่งดีและควรแถลงความพร้อมในเรื่องนี้

เป็นเรื่องแปลกที่ขณะที่ผมทวีตแลกเปลี่ยนอยู่นี้ มีคำถามเยอะเลยว่าตกลงกทม.ท่วมหรือไม่ท่วม ทั้งๆที่ก็มีรายงานข่าวอยู่ตลอดว่ากทม.ท่วมที่นั่นที่นี่

วันนี้คงจะพักแค่นี้ละครับสวัสดี

ส่งท้ายสักนิด ใครที่กังวลว่าบ้านตนเองจะท่วมหรือไม่ ให้เตรียมตัวเสมือนน้ำจะท่วมแน่ๆไว้ก่อนแล้วความเครียดก็จะลดลง ท่วมก็เสียหายน้อย ไม่ท่วมก็ดีไป

 

Permalink | Leave a comment  »

]]>
http://files.posterous.com/user_profile_pics/668204/111111111.jpg http://posterous.com/users/4wPzL2bKLTy1 Chaturon Chaisang chaturon Chaturon Chaisang
Thu, 20 Oct 2011 23:13:42 -0700 แนวทางการปฏิบัติการช่วงน้ำท่วมขัง 2 - 3 เดือน "ผนึกกำลัง ร่วมใจ สู้ภัยน้ำท่วม" http://chaturon.posterous.com/2-3 http://chaturon.posterous.com/2-3

แนวทางการปฏิบัติการช่วงน้ำท่วมขัง 2 – 3 เดือน

“ผนึกกำลัง ร่วมใจ สู้ภัยน้ำท่วม”

หลักการและเหตุผล

  1. สถานการณ์อุทกภัยในปี 2554 ที่เกิดขึ้นระหว่างเดือนกรกฎาคมจนถึงปัจจุบันมีความรุนแรงและขยายลุกลามไปหลายจังหวัดของประเทศ ได้ส่งผลกระทบต่อประชาชนเป็นจำนวนมาก ทั้งด้านร่างกายและจิตใจ ตลอดจน           ทำความเสียหายต่อชีวิต ทรัพย์สิน ที่อยู่อาศัย พื้นที่การเกษตร สถานประกอบการ โรงงานอุตสาหกรรม เป็นบริเวณกว้าง  และคาดการณ์ได้ว่าประชาชนจำนวนมากจะต้องอยู่กับสถานการณ์ที่มีน้ำท่วมขังอีกไม่น้อยกว่า 2-3 เดือน  

  2. ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา แม้ว่ารัฐบาลได้ให้ความสำคัญในการแก้ไขปัญหาเร่งด่วนซึ่งจังหวัดที่ประสบภัยและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ระดมทรัพยากรและให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยอย่างเต็มความสามารถแล้ว           ก็ตาม แต่สถานการณ์อุทกภัยยังไม่คลี่คลายและจำเป็นต้องให้ความช่วยเหลืออีก 2-3 เดือน  ดังนั้น จึงต้องมีการปรับปรุงและพัฒนาระบบการช่วยเหลือให้มีเอกภาพและมีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยให้ความสำคัญกับจังหวัดซึ่งเป็นหน่วยงานหลัก  ในการช่วยเหลือและสนับสนุนไปยังอำเภอ ตำบล และหมู่บ้านที่ประสบภัยและน้ำท่วมขังเป็นเวลานาน

   3. แนวทางการบริหารจัดการจะเน้นการสร้างความเข้มแข็งของชุมชนและศูนย์พักพิงทั้งในระดับหมู่บ้านและตำบลให้มีความเชื่อมโยงกับระบบการขอความช่วยเหลือไปยังระดับอำเภอและจังหวัด โดยเน้นบูรณาการจาก             ทุกภาคส่วน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ส่งเสริมให้เปลี่ยนผู้ได้รับผลกระทบมาเป็นผู้ร่วมคิด แก้ปัญหา และกอบกู้วิกฤต                    ให้ภาคประชาชนซึ่งเป็นผู้ประสบภัยเข้ามามีบทบาทในการสร้างความเข้มแข็งช่วยเหลือชุมชนของตนเอง และเตรียมพร้อมกลับสู่หม่บ้าน/ชุมชน 

  4. แนวทางในการสร้างความเข้มแข็งให้ชุมชนได้ “ผนึกกำลัง ร่วมใจ สู้ภัยน้ำท่วม” ครั้งนี้ จึงมี               ความจำเป็นที่จะต้องสร้างบทบาทที่ชัดเจนของผู้รับผิดชอบในระดับหมู่บ้าน  ตำบล  เพื่อให้เกิดความเชื่อมโยงอย่างเป็นรูปธรรมกับระบบการช่วยเหลือของอำเภอและจังหวัดที่มีอยู่แล้ว เพื่อให้การบริหารจัดการในภาวะวิกฤตฉุกเฉิน                 มีความเป็นเอกภาพ การบูรณาการ และเจ้าภาพรับผิดชอบที่ชัดเจน

   5. จังหวัดจะทำหน้าที่เป็นหน่วยงานหลักในการประสานงาน รับทราบสถานการณ์  การให้                 ความช่วยเหลือ รวมทั้งการประสานการรับการสนับสนุนจากรัฐบาล เอกชน ประชาสังคมและหน่วยงานในกรณีที่สถานการณ์มีความรุนแรงเกินขีดความสามารถของจังหวัด  

แนวทางการปฏิบัติ

  ในการให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยในระดับหมู่บ้านและตำบลจะบริหารจัดการโดยศูนย์ประสานงาน              การช่วยเหลือผู้ประสบภัยซึ่งเป็นจุดจะดำเนินการในการให้การช่วยเหลือและประสานงานของผู้ประสบภัยทั้งในระดับหมู่บ้านและระดับตำบล ซึ่งจะครอบคลุมผู้ประสบภัยที่ยังอาศัยในบ้านเรือนที่ถูกน้ำท่วมและผู้ประสบภัยที่อพยพอยู่             ที่ศูนย์พักพิง







  องค์ประกอบของศูนย์ประสานงานการช่วยเหลือผู้ประสบภัย

 ระดับหมู่บ้าน

  1. จัดตั้งศูนย์ประสานงานการช่วยเหลือผู้ประสบภัยประจำหมู่บ้าน 

  2. องค์ประกอบของศูนย์ฯ ประกอบด้วย

  1) ผู้ใหญ่บ้าน ประธาน

  2) สมาชิก อบต.   กรรมการ

    3) ผู้แทน อสม. กรรมการ

  4) ผู้แทน อปพร. ประจำหมู่บ้าน กรรมการ

  5) ผู้แทนกลุ่มแม่บ้าน กรรมการ

  6) ตัวแทนผู้ประสบภัยในหมู่บ้าน กรรมการ

 ระดับตำบล

  1. ให้จัดตั้งศูนย์ประสานงานการช่วยเหลือผู้ประสบภัยประจำตำบล 

  2. องค์ประกอบของศูนย์ฯ ประกอบด้วย

  1) ปลัดอำเภอที่นายอำเภอมอบหมาย ประธาน

  2) ผู้บริหารองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น รองประธานคนที่หนึ่ง

  3) กำนัน รองประธานคนที่สอง

  4) ประธาน อสม. กรรมการ

  5) ประธาน อปพร. ประจำตำบล กรรมการ

  6) ประธานกลุ่มแม่บ้าน กรรมการ

    7) ตัวแทนผู้ประสบภัยจากแต่ละหมู่บ้าน ๆ ละ 1 คน กรรมการ


  ภารกิจหน้าที่ของศูนย์ประสานงานการช่วยเหลือประจำหมู่บ้าน/ประจำตำบล

1. สำรวจจำนวนผู้ประสบภัยทั้งในศูนย์พักพิงและที่ที่ไม่ได้อพยพ/ติดค้างในที่ชุมชนน้ำท่วมขัง (แยกศาสนา เพศ และประเภทบุคคลเช่น พระ ผู้นับถือศาสนาอื่น ๆ  เด็ก ผู้ใหญ่  คนชรา คนเจ็บ คนพิการ ผู้ป่วย ผู้หญิง สตรีมีครรภ์ นักเรียน ฯลฯ) 

  - ข้อมูลระดับบุคคล (ข้อมูลทั่วไป) แยกศาสนา เพศ และประเภทบุคคลเช่น พระ ผู้นับถือศาสนาอื่น ๆ  เด็ก ผู้ใหญ่  นักเรียน ฯลฯ

   - ข้อมูลระดับบุคคลของกลุ่มเสี่ยง เช่น  เด็กเล็ก  ผู้สูงอายุ หญิงตั้งครรภ์ ผู้พิการ ผู้ด้อยโอกาส และผู้ป่วย ฯลฯ

              - ข้อมูลความสูญเสีย  เช่น การสูญเสียญาติพี่น้อง ครอบครัว ทรัพย์สิน  อาชีพ  รายได้ สัตว์เลี้ยง ฯลฯ

          - ข้อมูลความต้องการการสนับสนุนทั้งที่อยู่ในชุมชน/ศูนย์อพยพของชุมชน และภายหลังจากน้ำลดแล้ว เช่น ความต้องการด้านร่างกาย ด้านจิตใจ ด้านอาชีพ ฯลฯ


2. กำหนดที่ตั้งศูนย์ประสานงานการช่วยเหลือประจำหมู่บ้าน เพื่ออำนวยความสะดวกในการประสานปฏิบัติภารกิจของส่วนราชการ เช่น ศาลาวัด อาคารพาณิชย์ เรือ โป๊ะ ที่ทำการกำนันผู้ใหญ่บ้าน หรือสถานที่ที่เหมาะสม 

3. กำหนดให้มีกลไกการบริหารจัดการในศูนย์พักพิงและศูนย์ประสานฯ โดยกำหนดหน้าที่และผู้รับผิดชอบในการดูแลและช่วยเหลือผู้ประสบภัย


  โดยประกอบด้วยด้านต่าง ๆ เพื่อรับผิดชอบดูแลกิจกรรมดังต่อไปนี้


ลำดับ

ด้าน

กิจกรรม

ผู้รับผิดชอบ

1

การจัดเตรียมอาหาร

จัดเตรียมหุงหาอาหารให้แก่ผู้ประสบภัย/การแจกจ่ายส่งของบริจาค/ถุงยังชีพ

กลุ่มแม่บ้าน/คณะกรรมการหมู่บ้าน (กม.) 

2

การจัดเตรียมน้ำ

จัดเตรียมน้ำสะอาดสำหรับดื่มและสำหรับชำระล้าง (อาบน้ำ น้ำใช้ในห้องน้ำ น้ำสำหรับซักล้าง)

กลุ่มแม่บ้าน/คณะกรรมการหมู่บ้าน (กม.)

3

การจัดเตรียมเครื่องนอน

จัดเตรียมเครื่องนอนแก่ผู้ประสบภัย โดยประสานกับผู้แลศูนย์พักพิง จัดหาหมอน เสื่อ ผ้าห่ม ที่นอน เพิ่มเติมแก่ผู้ประสบภัยนอกเหนือจากสิ่งของที่มีอยู่ติดตัวมา

กลุ่มแม่บ้าน/คณะกรรมการหมู่บ้าน (กม.)

4

การจัดเตรียมห้องสุขา ที่อาบน้ำ และที่ซักล้าง

- จัดเตรียมห้องสุขาแยกชาย-หญิง 

- จัดเตรียมที่อาบน้ำแยกชาย-หญิง

- จัดเตรียมที่ซักเสื้อผ้า ล้างจานชามเครื่องใช้

- ประสานกับฝ่ายจัดเตรียมน้ำ จัดหาภาชนะเก็บน้ำ และเก็บน้ำไว้ให้แก่ผู้บริโภคใช้ตามพื้นที่ที่จัดเตรียมไว้ (สุขา ที่อาบน้ำ  ที่ซักล้าง) 

กลุ่มแม่บ้าน/ อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.)

5

การรักษาความปลอดภัย

- ดูแลความปลอดภัยแก่ผูประสบภัยและไกล่เกลี่ยและป้องกันการทะเลาะวิวาทระหว่างผู้มีประสบภัย  

ผญบ./อปพร./กำนัน/ กม.

6

การสันทนาการ

จัดกิจกรรมลดความเครียด ความกังวล สร้างความเข้าใจ ลดความขัดแย้ง เช่น              นั่งสมาธิ สวดมนต์

กม./ตัวแทนผู้ประสบภัย

7

การประชาสัมพันธ์

- แจ้งให้ทราบถึงความช่วยเหลือของหน่วยงานต่าง ๆ ของชุมชน/ศูนย์พักพิงชุมชน

- แจ้งข่าวประจำวัน ประชาสัมพันธ์ข้อมูลข่าวสารที่จำเป็น

1) ผญบ.

2) ปลัดอำเภอฯ

3) กม.

8

กิจกรรมการพัฒนา/ฟื้นฟูตามความต้องการของประชาชนในชุมชนและศูนย์พักพิงของชุมชน

- จัดกิจกรรมประจำวัน/สัปดาห์

- จัดกิจกรรมสร้างรายได้/อาชีพ

- จัดให้มีฝึกอบรม/ให้ความรู้

กม./ตัวแทนผู้ประสบภัย/อปพร.

9

การประสานการช่วยเหลือ

1. ขอรับการสนับสนุนอุปกรณ์ ในการระบายน้ำ เช่น เครื่องสูบน้ำ เรือผลักดันน้ำ  เป็นต้น

2. ด้านคุณภาพน้ำ เช่น เฝ้าระวังการเน่าเสียของน้ำท่วมขัง การบำบัดน้ำเสีย

3. กำจัดขยะมูลฝอยและสิ่งปฏิกูลบริเวณน้ำท่วมขัง

1) ผญบ.

2) ปลัดอำเภอฯ

3) สมาชิก อบต.

4) อสม.

5) อาสาสมัครป้องกันภัยฝ่ายพลเรือน (อปพร.)/ตัวแทนผู้ประสบภัย/คณะกรรมการหมู่บ้าน (กม.)

10

การดูแลสุขภาพกายและสุขภาพจิต

1. สำรวจผู้มีอาการป่วย ดูแลผู้ป่วย ให้ความรู้เบื้องต้นในการปฏิบัติตัว 

2. การจัดหา จัดสรร จัดเก็บ แจกจ่ายยารักษาโรค และการขอรับการสนับสนุน

3. ด้านสุขภาพจิต 

    - การคัดกรองกลุ่มเสี่ยงต่อปัญหาสุขภาพจิต

    - การให้ความช่วยเหลือ เยียวยาจิตใจเบื้องต้น

    - การให้การปรึกษาทางโทรศัพท์สายด่วน 1323 และสายด่วนอัตโนมัติ 1667

4. การส่งต่อเมื่อมีปัญหาสุขภาพที่ยุ่งยากซับซ้อน

อสม./กม








- หน่วยงานในสังกัดกรมสุขภาพจิตและระบบบริการสาธารณสุข


11

การศึกษา

การศาสนา

จัดหาสถานที่ให้การศึกษา จัดทีมลงพื้นที่ให้การศึกษา เรียนด้วยกระบวนการเรียนรู้


สมาชิก อบต./ครู/นักบวชทุกศาสนา

12

การคมนาคม

จัดระเบียบการใช้เรือ ยานพาหนะสำหรับใช้สัญจรไปมา การพบประเยี่ยมเยือนผู้ประสบภัยในชุมชนหรือกลับที่อยู่อาศัยรวมทั้งการประสานขอเรือเพิ่มเติมหากมีความจำเป็น


อปพร./กม.

13

การสื่อสาร

1. จัดหาเครื่องมือและอุปกรณ์เพื่อใช้สื่อสารทั้งกับภายในกันเองและกับภายนอก

2. การใช้ช่องทางวิทยุชุมชน หอกระจายข่าว

3. การสื่อสาร/ประชาสัมพันธ์ในเรื่องต่าง ๆ เพื่อลดความเครียด ความกังวล สร้างความเข้าใจ ลดความขัดแย้งและสร้างความหวังแก่คนในชุมชน ดังนี้
   - ให้ข้อมูลเกี่ยวกับสถานการณ์น้ำท่วมที่เป็นปัจจุบัน
   - ขอความร่วมมือในการมีส่วนร่วมกิจกรรมต่าง ๆ ของชุมชนและศูนย์พักพิงของชุมชน

    - แจ้งให้ทราบถึงความช่วยเหลือของหน่วยงานต่าง ๆ ทั้งภายในและภายนอกชุมชน/ศูนย์พักพิงของชุมชน

ผญบ./กำนัน



4. จัดหาเครื่องมือ/อุปกรณ์และช่องทางในการติดต่อสื่อสาร เช่น โทรศัพท์มือถือ วิทยุชุมชน วิทยุสื่อสารอื่น ๆ หอกระจายข่าว เสียงตามสาย นกหวีด อุปกรณ์ภูมิปัญญาท้องถิ่น (กระบอกไม้ไผ่ อุปกรณ์ส่งเสียง ฯลฯ) สัญญาณธง  เป็นต้น  โดยนำไปใช้  

4.1) เพื่อให้ผู้ประสบภัยใช้สื่อดังกล่าวส่งสัญญาณร้องขอความช่วยเหลือและความต้องการ และ 

4.2) เพื่อให้ศูนย์ฯ ร้องขอความต้องการเร่งด่วนไปยังภายนอกได้อย่างทันท่วงที เช่น กรณีผู้ป่วยฉุกเฉิน เป็นต้น 

5.  ประสานงานกับอำเภอ ให้จัดชุดเข้าเยี่ยมเยือน เพื่อกำหนดวงรอบการเยี่ยมเยียน กำหนดวัน/เวลา/ความถี่ ในการเยี่ยมเยียนเพื่อให้การสนับสนุนสิ่งจำเป็นต่อการยังชีพให้แก่ผู้ประสบภัย เช่น หน่วย EMS หน่วยจิตแพทย์                  ทีมรักษาความปลอดภัย หน่วยลำเลียงเครื่องอุปโภคและบริโภค  เป็นต้น

6. ประสานความร่วมมือและการรับความช่วยเหลือจากหน่วยนอกทุกภาคส่วน เพื่อให้การแจกจ่าย                 ความช่วยเหลือทั้งปวงเป็นไปอย่างรวดเร็ว ทั่วถึง และเป็นธรรม

7. อำนวยการและประสานงานให้ผู้ที่มีความประสงค์จะอพยพ รวมถึงให้มีการดูแลความปลอดภัยชีวิตและทรัพย์สินของผู้อพยพ และความเชื่อมโยงของผู้อพยพกับชุมชนตนเอง

ระดับอำเภอ

  1. เป็นหน่วยให้การสนับสนุน ประสาน และให้ความช่วยเหลือแก่ระดับตำบลในกรณีที่เกินขีดความสามารถของศูนย์ประสานงานการช่วยเหลือผู้ประสบภัยประจำตำบล และศูนย์ประสานงานการช่วยเหลือผู้ประสบภัยประจำหมู่บ้านโดยมีนายอำเภอในฐานะผู้อำนวยการอำเภอ เป็นเจ้าภาพ

  2. กรณีที่เกินขีดความสามารถของอำเภอให้ร้องขอรับการสนับสนุนไปยังจังหวัด

ระดับจังหวัด

  1. เป็นหน่วยให้การสนับสนุน และให้ความช่วยเหลือแก่หมู่บ้าน/ตำบลในกรณีที่เกินขีดความสามารถของอำเภอ โดยมีผู้ว่าราชการจังหวัดในฐานะผู้อำนวยการจัหวัด เป็นเจ้าภาพ

  2. เป็นหน่วยบูรณาการของทุกภาคส่วนระดับจังหวัดที่เป็นผู้ให้การสนับสนุน (Facilitator)

  3. กรณีที่เกินขีดความสามารถของจังหวัดให้ร้องขอรับการสนับสนุนไปยังศูนย์ปฏิบัติการช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย (ศปภ.)

Permalink | Leave a comment  »

]]>
http://files.posterous.com/user_profile_pics/668204/111111111.jpg http://posterous.com/users/4wPzL2bKLTy1 Chaturon Chaisang chaturon Chaturon Chaisang
Wed, 21 Sep 2011 22:12:00 -0700 จาตุรนต์ ฉายแสง: ความคิดเห็นต่อคอป. http://chaturon.posterous.com/71612083 http://chaturon.posterous.com/71612083

Chaturon_radisson

อีกเรื่องหนึ่งที่ผมอยากเสนอความเห็นเพิ่มเติมคือเรื่องข้อเสนอของคอป.ซึ่งผมได้เสนอความเห็นไปบ้างแล้วว่าเป็นข้อเสนอที่ดีเกินคาด

 

คอป.เสนอให้รัฐบาลรับข้อเสนอของคอป.ทั้งที่เสนอก่อนหน้านี้และในครั้งนี้ไปปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรมและว่ารัฐบาลต้องมีเจตนารมณ์ทางการเมืองที่ยึดถือหลักนิติธรรม

 

จะเห็นได้ว่าข้อเสนอเกี่ยวกับการยึดถือหลักนิติธรรมกำลังเป็นเรื่องที่มาจากหลายทิศหลายทางและมีน้ำหนักมากขึ้นทุกทีแล้ว

 

ที่น่าสนใจและกำลังเป็นประเด็นต่อเนื่องเรื่องหนึ่งคือเรื่องที่คอป.เห็นว่าคดีตามพรก.สถานการณ์ฉุกเฉิน ความผิดฐานมั่วสุมเกิน 10 คดีหมิ่นฯตามม.112 และคดีตามพรบ.คอมพิวเตอร์ล้วนเป็นเรื่องที่มีลักษณะเกี่ยวเนื่องกับความขัดแย้งทางการเมือง

 

คอป.ยังได้เสนอแนะด้วยว่าควรทำอย่างไรในการดำเนินคดีเหล่านี้ ควรช่วยให้มีการปล่อยตัวชั่วคราวอย่างจริงจังและเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ความรุนแรง

 

มุมมองที่น่าสนใจอย่างมากของคอป.คือมุมมองต่อการบังคับใช้กม.อาญาม.112 และมุมมองต่อการปกป้องเทิดทูนสถาบันพระมหากษัตริย์

 

ผมเชื่อว่าโดยรวมแล้วหากคอป.ได้รับการนำไปปฏิบัติอย่างจริงจังจะเป็นประโยชน์อย่างมากต่อการแก้ปัญหาวิกฤตทางการเมืองที่สังคมไทยกำลังเผชิญอยู่

 

ในขั้นแรกนี้หากจะมีการอธิบายขยายความและถกเถียงแลกเปลี่ยนความเห็นในเรื่องนี้กันอย่างจริงจังก็จะเป็นประโยชน์มากแน่ๆ

 

ดูเหมือนปชป.และสายพันธมิตรจะไม่เห็นด้วยกับข้อเสนอของคอป.และเริ่มออกมาวิพากษ์วิจารณ์กันแล้ว เชื่อว่ายังจะมีอีกมากด้วยซึ่งก็ไม่ผิดคาด

 

เห็นคุณอภิสิทธิ์เองก็ออกมาพูดแล้วว่าเมืองไทยไม่มีนักโทษการเมือง สวนทางกับข้อเสนอของคอป.ในทางแนวคิดอย่างจัง

 

ความเห็นของคุณอภิสิทธิ์สะท้อนให้เห็นการมองปัญหาแต่ปลายเหตุ ไม่ยอมมองที่ต้นตอซึ่งอาจจะเกิดจากการแกล้งไม่เข้าใจก็ได้ด้วย


 

 

เชื่อได้เลยว่าคุณอภิสิทธิ์และปชป.กับพันธมิตรยังจะออกมารุมถล่มข้อเสนอของคอป.กันอีกมากแน่ๆ

 

ในบรรดาคณะกรรมการต่างๆที่รัฐบาลอภิสิทธิ์ตั้งขึ้น นัยว่าเพื่อแก้ปัญหาวิกฤตของบ้านเมืองนั้น สุดท้ายก็มีแต่คอป.นี้แหละที่ทำอะไรตรงประเด็นและเป็นประโยชน์ที่สุด

 

แต่ที่เป็นเรื่องน่าเศร้าก็คือคอป.อีกนั่นแหละกลับเป็นคณะที่รัฐบาลคุณอภิสิทธิ์และปชป.แต่อดีตถึงปัจจุบันรับฟัง เชื่อและปฏิบัติตามน้อยที่สุด

 

ผมขอสนับสนุนข้อเสนอของคอป.และขอแสดงความยินดีที่รัฐบาลปัจจุบันเห็นชอบกับข้อเสนอของคอป.รวมทั้งได้มีมติที่จะให้มีการนำข้อเสนอต่างๆไปปฏิบัติ

 

ความจริงยังมีเรื่องอื่นที่อยากแสดงความเห็นอีกเหมือนกันแต่เวลาหมดเสียแล้ว ของเป็นคราวหน้าแล้วกันนะครับ สวัสดีครับ

 

ใครจะฝากประเด็นอะไรไว้ก็เชิญนะครับ พรุ่งนี้จะพยายามมาให้ความเห็น เรื่องหนึ่งที่อยากจะพูดคือเรื่องโผทหารครับ สวัสดีอีกครั้ง

Permalink | Leave a comment  »

]]>
http://files.posterous.com/user_profile_pics/668204/111111111.jpg http://posterous.com/users/4wPzL2bKLTy1 Chaturon Chaisang chaturon Chaturon Chaisang
Wed, 21 Sep 2011 21:42:00 -0700 จาตุรนต์ ฉายแสง: ความคิดเห็นต่อนิติราษฎร์ http://chaturon.posterous.com/71607065 http://chaturon.posterous.com/71607065

Jaturon

สวัสดีทุกท่านครับ

ผมพูดถึงข้อเสนอของคอป.และกลุ่มนิติราษฎร์ไปบ้างแล้วทางรายการทีวีแต่ยังสั้นมาก คงต้องหาเวลาพูดเพิ่มเติมอีกครับ

 

ผมคาดไว้แล้วว่าข้อเสนอของนิติราษฎร์กับข้อเสนอของคอป.จะเป็นประเด็นร้อนทางการเมืองแน่ๆและก็เป็นจริงไปหนึ่งแล้วคือข้อเสนอของนิติราษฎร์

 

วันนี้ข้อเสนอของคอป.เข้าครม. คงต้องดูว่าครม.จะว่าอย่างไร คาดว่าหลังจากนั้นก็จะเป็นประเด็นร้อนอีกเช่นกัน แต่ทั้ง 2 ประเด็นเป็นเรื่องดีครับ

 

ข้อเสนอของนิติราษฎร์ที่น่าสนใจมากคือการเสนอให้ลบล้างผลของการรัฐประหารเมื่อ 19 กันยา 49 ซึ่งเป็นการเสนอหลักคิดใหม่ที่สังคมไทยไม่คุ้นเคย

 

สังคมไทยโดยรวมนำโดยเนติบริกรและฝ่ายตุลาการมักยอมจำนน ยอมรับการรัฐประหารทั้งทางความคิดในเชิงหลักการและระบบกฎหมาย ไม่คุ้นกับข้อเสนอแบบนี้

 

ทั้งๆที่ในอารยประเทศเขาก็คิดกันแบบกลุ่มอาจารย์นิติราษฎร์นี่แหละ รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งหรือรัฐบาลประชาธิปไตย่จึงมักลบล้างผลของการรัฐประหาร

 

การจะทำตามข้อเสนอของกลุ่มนิติราษฎร์อาจทำได้ด้วยการแก้รัฐธรรมนูญซึ่งก็เป็นข่อเสนออีกส่วนหนึ่งด้วยอยู่แล้ว แต่ที่เป็นประโยชน์แน่ๆคือการเสนอหลักคิดที่ถูกต้อง ให้สังคมไทยต้องนำมาคิดกันอย่างจริงจังว่าจะยอมรับการรัฐประหารกันหรือไม่ และถ้าไม่ยอมรับ ไม่ยอมรับแค่ไหน พร้อมจะทำอะไรบ้างที่แสดงถึงการไม่ยอมรับ หรือจะคิดกันแบบเลยตามเลย

 

อ่านข่าวความเห็นของปชป.เกี่ยวกับข้อเสนอของนิติราษฎร์แล้วก็ทำให้รู้สึกว่า"คิดได้แค่นี้เองอีกแล้วหรือ"

 

ปชป.บางคนบอกว่าแนวคิดดังกล่าวเป็นแนวคิดเพื่อการล้างผิดให้ใครบางคน ซึ่งหากปล่อยให้ดำเนินการจะทำให้เกิดความขัดแย้งรุนแรง ขณะที่อภิสิทธิ์เล่นคำบอกว่าขณะนี้บ้านเมืองต้องการนิติรัฐ ไม่ใช่นิติราษฎร์

 

นิติราษฎร์เขาเสนอเรื่องลบล้างผลของการรัฐประหารเป็นการเอาความถูกผิด ดีเลวของการรัฐประหารเป็นตัวตั้ง แต่ปชป.เอาคนๆเดียวเป็นตัวตั้ง

 

ความเห็นปชป.จึงอยู่บนพื้นฐานว่าจะเอาอย่างไรกับคนๆเดียวซึ่งเป็นฐานความคิดของปชป.กับพวกเรื่อยมาจนไม่อาจคิดอะไรในทางสร้างสรรค์ได้

 

ส่วนความเห็นคุณอภิสิทธิ์ซึ่งได้แค่เล่นคำนั้นก็ปรากฏว่าคำที่เอามาเล่นก็สะท้อนทัศนะของผู้ปกครองยุคเก่าที่มองแค่ว่าบ้านเมืองต้องมีกฎหมายและทุกคนต้องปฏิบัติตามกฎหมาย

 

ความจริงคำว่านิติรัฐไม่ได้มีความหมายแคบอย่างที่คุณอภิสิทธิ์มักนำมาใช้แต่หมายรวมถึงประเทศต้องมีกฎหมายที่เป็นธรรมและทุกคนต้องปฏิบัติตามและได้รับการคุ้มครองจากกฎหมายอย่างเท่าเทียมกัน

 

และสำหรับสถานการณ์บ้านเมืองของไทยในขณะนี้คำที่ควรกล่าวถึงยิ่งกว่าก็คือ "นิติธรรม" ซึ่งเป็นที่ขาดไปอย่างมากในประเทศไทยของเราและการที่นิติราษฎร์ซึ่งหมายถึงราษฎรที่มีความรู้ สนใจในกฎหมายกำลังเสนออยู่นั้นก็เป็นการพยายามแก้ปัญหาความไม่สอดคล้องกับหลักนิติธรรมที่เกิดขึ้นครั้งแล้วครั้งเล่าในบ้านเมืองนี้นั่นเอง

 

หลักคิดที่นิติราษฎร์เสนอเป็นหลักคิดของผู้ที่ไม่ยอมรับการรัฐประหารและต้องการชวนให้คนมาคิดกันว่าทำอย่างไรสังคมไทยจึงจะไม่ต้องยอมรับสภาพที่เกิดจาการรัฐประหารกันอีกต่อไป

 

ความเห็นของนิติราษฎร์จึงเป็นเหมือนคนละคลื่นความถี่กับปชป.ซึ่งเคยบอยคอตการเลือกตั้งเพื่อช่วยสร้างเงื่อนไขให้เกิดรัฐประหาร

 

ต่อมาหน.ปชป.ก็อธิบายว่าการรัฐประหารเป็นเผด็จการเพียงแค่ในรูปแบบ แต่เนื้อหาเป็นประชาธิปไตยได้ ส่วนประชาธิปไตยก่อนหน้านั้นเนื้อหาเป็นเผด็จการ

 

ข้อเสนอของนิติราษฎร์จึงเป็นเรื่องที่ผู้สนใจใฝ่รู้ควรศึกษา พิจารณากันต่อไป ไม่ปล่อยให้เงียบหายไปเพราะการออกมาบิดเบือน ลดความน่าเชื่อถือที่ปชป.พยายามทำอยู่

Permalink | Leave a comment  »

]]>
http://files.posterous.com/user_profile_pics/668204/111111111.jpg http://posterous.com/users/4wPzL2bKLTy1 Chaturon Chaisang chaturon Chaturon Chaisang
Tue, 19 Jul 2011 23:12:00 -0700 สรุปบทเรียนกรณีเขาพระวิหาร: ไทยก้าวสู่ประชาคมโลก http://chaturon.posterous.com/61755405 http://chaturon.posterous.com/61755405

Twitter.com/chaturon

20 กรกฎาคม 2554

Pc017584
 

อ่านคำวินิจฉัยแล้วเห็นข้อดีอยู่บ้างคือการยุติความเสี่ยงที่จะเกิดการเผชิญหน้าและปะทะกันในบริเวณที่พิพาทกับจะช่วยให้เกิดการแก้ปัญหาโดยสันติ

 

สิ่งที่รัฐบาลไทยควรทำคือการเตรียมการที่จะปฏิบัติตามคำวินิจฉัยศาลโลกด้วยความละเอียดรอบคอบเพื่อรักษาผลประโยชน์ของประเทศให้ดีที่สุด

 

สิ่งที่รัฐบาลไทยควรคำนึงคือสถานะของประเทศในประชาคมโลก การร่วมมือกับอาเซียน สถานะและบทบาทของไทยในอาเซียนและการแก้ปัญหาความขัดแย้งกับกัมพูชา

 

การร่วมมือกับอาเซียนนั้นเป็นข้อหนึ่งของคำวินิจฉัยขณะเดียวกันอาเซียนกำลังจะพัฒนาไปเป็นประชาคมซึ่งไทยควรมีส่วนร่วมผลักดันส่งเสริมอยู่แล้ว

 

ส่วนการแก้ปัญหาความขัดแย้งกับกัมพูชานั้นนอกจากการร่วมมือกับอาเซียนแล้วการหารือแบบทวิภาคีก็สำคัญและควรมุ่งไปสู่ความเป็นมิตรที่ดีต่อกัน

 

มาถึงวันนี้สังคมไทยคงเห็นอย่างชัดเจนแล้วว่ากรณีปราสาทพระวิหารและพื้นที่พิพาทไม่ใช่เรื่องในกรอบทวิภาคีแต่เป็นพหุภาคีหรือหลายประเทศมานานแล้ว

 

ที่พูดอย่างนี้เห็นได้จากการที่ศาลโลกวินิจฉัยว่าให้ทั้งสองประเทศให้ความร่วมมือกับอาเซียนต่อไปซึ่งแปลว่ามีหลายประเทศเกี่ยวข้องมานานแล้ว

 

จุดอ่อนของรัฐบาลไทยที่ผ่านมาคือการไม่เปิดเผยความจริงให้ประชาชนไทยทราบและทำให้เข้าใจผิดว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องระหว่าง 2 ประเทศเท่านั้น

 

การที่รัฐบาลไทยอธิบายว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องทวิภาคีทำให้ฝ่ายไทยคำนึงถึงมิตรและการสนับสนุนจากนานาชาติน้อยเกินไป

 

การที่รัฐบาลไทยใช้ท่าทีที่ขอให้ได้ค้านไว้ก่อนโดยไม่คำนึงถึงมติหรือความเห็นของอาเซียนและยูเนสโกทำให้ศาลโลกฟังฝ่ายไทยน้อยกว่าที่ควรจะเป็น

 

การที่รัฐบาลไทยในอดีตเรื่อยมาจนถึงรัฐบาลสมัครได้พยายามใช้วิธีการเจรจาหารือระหว่าง 2 ประเทศก็ด้วยความเข้าใจว่าควรหลีกเลี่ยงการขึ้นศาลโลก

 

รัฐบาลสมัครโดยคุณนพดลรู้ว่าถึงอย่างไรและไม่ว่าไทยจะมีความเห็นอย่างไร ปราสาทพระวิหารก็จะได้รับการขึ้นทะเบียนจึงพยายามหาทางไม่ให้มีการนำเรื่องแผนที่เข้าสู่การพิจารณา

 

ท่าทีที่รัฐบาลสมัครโดยคุณนพดลจึงเป็นความพยายามรักษาดินแดนของไทยและหลีกเลี่ยงการทำให้เรื่องนี้กลายเป็นเรื่องพหุภาคีโดยเฉพาะการขึ้นศาลโลก

 

น่าเสียดายที่รัฐบาลอภิสิทธิ์มาทำให้การเจรจาในระดับทวิภาคีเป็นไปไม่ได้และทำให้เรื่องถูกนำไปสู่องค์กรระหว่างประเทศอย่างอาเซียนและศาลโลก

 

เรื่องนี้จึงเป็นเรื่องที่สังคมไทยควรต้องสรุปบทเรียนเพื่อก้าวไปข้างหน้าให้ถูกทาง ลดความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นและพยายามทำเรื่องร้ายให้กลายเป็นดีให้ได้

 

Permalink | Leave a comment  »

]]>
http://files.posterous.com/user_profile_pics/668204/111111111.jpg http://posterous.com/users/4wPzL2bKLTy1 Chaturon Chaisang chaturon Chaturon Chaisang
Sun, 17 Jul 2011 04:37:00 -0700 กรณีแขวนยิ่งลักษณ์ : กกต. 5 คนมีอำนาจเปลี่ยนการตัดสินของประชาชนทั้งประเทศได้ http://chaturon.posterous.com/-5 http://chaturon.posterous.com/-5

Twitter.com/chaturon

17 กรกฎาคม 2554

 

สวัสดีทุกท่านครับ ขอวิจารณ์เรื่องการยังไม่รับรองคุณยิ่งลักษณ์ ชินวัตร

กรณีที่มีการไปแจ้งความเกี่ยวกับการให้การเท็จในศาลก็ดี การร้องขอให้ยุบพรรคเพื่อไทยก็ดีเป็นเรื่องที่ต้องดำเนินคดีกันไป

แต่ไม่อาจเป็นเหตุให้กกต. ไม่รับรองคุณยิ่งลักษณ์ได้เลย

ตามที่เป็นข่าวจึงเหลืออีกประเด็นเดียวคือเรื่อง “ทักษิณคิด เพื่อไทยทำ”และการที่นักการเมืองที่อยู่ระหว่างถูกเพิกถอนสิทธิ์ช่วยคุณยิ่งลักษณ์หาเสียง

เรื่องนี้ประเด็นสำคัญที่สุดอยู่ที่ว่า  ตามกฎหมายผู้สมัครและพรรคการเมืองสามารถใช้ผู้ที่อยู่ระหว่างถูกเพิกถอนสิทธิ์ทำอะไรได้ ทำอะไรไม่ได้

หรือพูดอีกอย่างหนึ่งคือผู้ที่อยู่ระหว่างถูกเพิกถอนสิทธิ์เลือกตั้ง ถูกกฎหมายห้ามไม่ให้ทำอะไรบ้าง

ผู้ที่อยู่ระหว่างถูกเพิกถอนสิทธิ์เลือกตั้งที่เป็นผลสืบเนื่องจากการยุบพรรคการเมืองนั้นถูกห้ามอยู่ใน 2 ส่วนด้วยกันคือ

1.ห้ามไปก่อตั้งพรรคการเมือง ห้ามเป็นกรรมการบริหารพรรคการเมืองใดๆ และ 2.ห้ามออกเสียงเลือกตั้ง  ซึ่งมีผลให้ไม่สามารถลงสมัครรับเลือกตั้ง และไม่สามารถดำรงตำแหน่งทางการเมืองบางตำแหน่งที่กำหนดคุณสมบัติของผู้ดำรงตำแหน่งนั้นๆไว้ว่าจะต้องไม่อยู่ระหว่างถูกเพิกถอนสิทธิ์เลือกตั้ง

จากการที่ไม่มีสิทธิออกเสียงเลือกตั้ง จึงทำให้ผู้ที่ถูกเพิกถอนสิทธิ์ไม่สามารถเป็นสมาชิกพรรคการเมืองด้วย

โดยสรุปผู้ที่ถูกเพิกถอนสิทธิ์เลือกตั้งอันเป็นผลมาจากการที่พรรคการเมืองที่ตนเป็นกรรมการบริหารพรรคถูกยุบไป จะถูกห้ามกระทำในสิ่งต่างๆต่อไปนี้

ห้ามเป็นสมาชิกพรรค ห้ามเป็นกรรมการบริหารพรรค ห้ามร่วมกับผู้ใดก่อตั้งพรรคการเมือง ห้ามไปออกเสียงเลือกตั้ง ห้ามลงสมัครรับเลือกตั้งและห้ามดำรงตำแหน่งทางการเมืองที่กฎหมายกำหนดคุณสมบัติไว้ว่า จะต้องไม่อยู่ระหว่างถูกเพิกถอนสิทธิ์เลือกตั้ง เช่น รัฐมนตรีเป็นต้น

ดังนั้น จึงเห็นได้ว่าผู้ที่อยู่ระหว่างถูกเพิกถอนสิทธิ์เลือกตั้งทั้ง 111 และ 109 คนนั้นไม่ได้ถูกกฎหมายห้ามไม่ให้แสดงความคิดเห็นในเรื่องใดๆ

ทั้งนี้ รวมทั้งไม่มีกฎหมายใดห้ามบุคคลเหล่านี้หาเสียงให้แก่ผู้สมัครหรือพรรคการเมืองแต่อย่างใดทั้งสิ้น

ผู้ที่อยู่ระหว่างการถูกเพิกถอนสิทธิ์เลือกตั้งจึงยังคงมีสิทธิ เสรีภาพตามรัฐธรรมนูญและกฎหมายไทยที่จะแสดงความคิดเห็นเหมือนคนไทยทั่วไปทุกประการ

ที่ผ่านมา ในระหว่างการหาเสียง ผู้ที่อยู่ระหว่างถูกเพิกถอนสิทธิ์เลือกตั้งก็แสดงความเห็นอยู่บ่อยๆเกี่ยวกับผู้สมัคร ทั้งสนับสนุนและไม่สนับสนุน

ซึ่งก็เท่ากับเป็นการช่วยหาเสียงนั่นเอง และก็ไม่มีใครว่าอะไร

ที่ถูกเพ่งเล็งและเป็นประเด็นถกเถียงกันเรื่อยมาก็คือการไปช่วยปราศรัยหาเสียง ซึ่งยังไม่มีข้อยุติในเรื่องนี้

ในการเลือกตั้งครั้งก่อน พรรคพลังประชาชนเคยถามกกต.ว่า ผู้ถูกเพิกถอนสิทธิ์เลือกตั้งทำอะไรได้แค่ไหน แต่กกต.ก็ตอบมาอย่างกำกวม

กกต.บอกว่า ผู้ที่อยู่ระหว่างถูกเพิกถอนสิทธิ์เลือกตั้งถูกห้ามเป็นกรรมการบริหารพรรค จึงไม่พึงทำอะไรที่เป็นหน้าที่ของกรรมการบริหารพรรค

แล้วก็เกิดการตีความเลยเถิดเลอะเทอะไปว่า รวมถึงการห้ามถ่ายรูปคู่กับผู้สมัคร ขึ้นเวทีหาเสียงหรือเดินตามช่วยหาเสียงด้วย

เมื่อกกต.ตีความอย่างกำกวม พรรคการเมืองและนักการเมืองก็กลัวจะได้ใบเหลือง ใบแดงจึงไม่กล้าให้ผู้ถูกเพิกถอนสิทธิ์เลือกตั้งขึ้นเวทีหรือช่วยหาเสียง

นอกจากนั้นผู้ที่อยู่ระหว่างถูกเพิกถอนสิทธิ์  ก็มักถูกขอร้องไม่ให้ไปหาเสียงให้พรรคการเมืองหรือผู้สมัคร ถึงแม้จะอยู่คนละเวทีกันก็ตาม

ทั้งหมดนี้เกิดขึ้นเพราะความกลัว ไม่มีกฎหมายอะไรรองรับแม้แต่น้อย

ถ้าจะพูดให้เฉพาะเจาะจงลงไป ก็คงต้องมาดูว่าการช่วยหาเสียงเป็นการกระทำตามหน้าที่ของกรรมการบริหารพรรคหรือไม่

กกต.ใช้ตรรกะว่ากรรมการบริหารพรรคมีหน้าที่ช่วยลูกพรรคหาเสียง เพราะฉะนั้นใครที่ช่วยผู้สมัครหาเสียงย่อมกำลังทำเสมือนเป็นกรรมการบริหารพรรคอยู่

เมื่อผู้ถูกเพิกถอนสิทธิ์ถูกห้ามเป็นกรรมการบริหารแล้วมาทำอะไรเสมือนเป็นกรรมการบริหารจึงผิดกฎหมาย

แต่ตรรกะนี้ใช้ไม่ได้ เพราะทำให้เกิดการห้ามในสิ่งที่กฎหมายไม่ได้ห้าม และอาจนำไปสู่การลงโทษคนทั้งๆที่เขาไม่ได้ทำผิดกฎหมาย

ยกตัวอย่างเปรียบเทียบให้เห็นได้ง่ายๆ เช่น หมอที่อยู่ระหว่างถูกเพิกถอนใบประกอบโรคศิลป์ย่อมถูกห้ามสั่งจ่ายยาที่เป็นอำนาจของหมอ ห้ามผ่าตัดคนไข้

แต่หมอที่ถูกถอนใบประกอบโรคศิลป์ไม่ได้ถูกห้ามไม่ให้คุยกับคนไข้ หรือห้ามทายาแดงให้คนไข้หรือเช็ดตัวให้คนไข้เพราะใครๆก็มีสิทธิ์ทำได้

จะบอกว่าเวลาหมอตรวจคนไข้ต้องคุยกับคนไข้ เพราะฉะนั้นใครคุยกับคนไข้ย่อมทำเสมือนเป็นหมอไม่ได้

พลเมืองไทยจะถูกห้ามทำอะไรก็ด้วยกฎหมายเท่านั้น การที่กกต.ห้ามผู้ถูกเพิกถอนสิทธิ์เลือกตั้งช่วยผู้สมัครหาเสียงจึงเป็นการกระทำเกินกว่ากฎหมาย

ว่ากันตามกฎหมาย กรณี“ทักษิณคิด เพื่อไทยทำ” -  “กรณี111- 109” ช่วยผู้สมัครหาเสียง ไม่เป็นเหตุให้กกต.สามารถให้ใบเหลืองหรือใบแดงแก่ผู้สมัครรายใดได้เลย

การไม่รับรองคุณยิ่งลักษณ์จึงเป็นเรื่องที่ไม่มีเหตุผลรองรับ

แต่ที่แย่คือ จะบอกว่ากกต.ไม่มีอำนาจก็ไม่ได้ เพราะกกต.อาจให้ใบเหลือง ใบแดงใครก็ได้

กกต.สามารถให้ใบเหลือง ใบแดงใครก็ได้โดยไม่ต้องมีพยานหลักฐานว่าได้ทำอะไรผิดหรืออาจตัดสินตรงข้ามกับพยานหลักฐานก็ได้ และเมื่อตัดสินแล้วก็สิ้นสุด

และนี่คือ ปัญหาความไม่เป็นประชาธิปไตยและไม่ยึดหลักนิติธรรมของประเทศนี้ที่ให้อำนาจคนเพียง 5 คนมีอำนาจเปลี่ยนการตัดสินของประชาชนทั้งประเทศได้

กรณีคุณยิ่งลักษณ์นี้จึงขึ้นอยู่กับว่ากกต.จะประเมินความเสียหายทางการเมืองที่จะเกิดจากการไม่รับรองหรือการตัดสิทธิ์คุณยิ่งลักษณ์อย่างไร

เมื่อเป็นอย่างนี้ ความไม่น่าเชื่อถือจึงเกิดขึ้น ความไม่แน่ใจในรัฐบาลใหม่ในสายตาของชาวโลกจึงเกิดขึ้นและกำลังเป็นผลเสียต่อประเทศอย่างยิ่ง

ถ้าการแขวนคุณยิ่งลักษณ์จะมีประโยชน์อยู่บ้างก็คือ เป็นการที่กกต.ได้ส่งสัญญาณให้เห็นแล้วว่าการที่ประชาชนจะกำหนดว่าใครควรเป็นรัฐบาลไม่ง่ายเลย

ผู้รักประชาธิปไตยทั้งหลายกำลังได้รับการเตือนแล้วว่าการจะได้มาซึ่งประชาธิปไตยก็ดี  รัฐบาลที่ประชาชนเลือกมาก็ดี ไม่ราบรื่นและยังจะมีอุปสรรคได้อีกมาก

 

000000000

Permalink | Leave a comment  »

]]>
http://files.posterous.com/user_profile_pics/668204/111111111.jpg http://posterous.com/users/4wPzL2bKLTy1 Chaturon Chaisang chaturon Chaturon Chaisang
Sat, 02 Jul 2011 02:29:00 -0700 จาตุรนต์ : ประชาชนกำลังจะกำหนดอนาคตประเทศ http://chaturon.posterous.com/59351621 http://chaturon.posterous.com/59351621

Chaturon

เหลืออีกไม่กี่ชั่วโมงก็จะถึงเวลาเลือกตั้งแล้ว ยังพอให้ความเห็นอะไรได้อยู่บ้าง จะลองดูครับ

 

มาถึงขณะนี้เชื่อว่าประชาชนส่วนใหญ่คงตัดสินใจกันแล้วว่าจะเลือกใคร พรรคใด อาจยังเหลือที่ยังสองจิตสองใจด้วยเหตุผลอยู่บ้างก็คงไม่มาก

 

หากเรามาทบทวนกันดูก็จะเห็นว่าปัญหาวิกฤตการเมืองของไทยจริงๆแล้วก็มาจากการที่คนส่วนน้อยไม่ยอมรับผลการตัดสินของประชาชนมาอย่างต่อเนื่อง

 

การล้มล้างผลการตัดสินของประชาชนเริ่มต้นด้วยการที่ศาลรัฐธรรมนูญตัดสินให้การเลือกตั้งในปี 49 เป็นโมฆะแบบไม่มีเหตุผล แล้วต่อด้วยการรัฐประหาร

 

หลังจากการเลือกตั้งครั้งที่แล้วก็มีการล้มล้างผลการตัดสินของประชาชนอีก 2 ครั้งคือการปลดนายกฯ 2 คนออกโดยรัฐธรรมนูญที่ไม่เป็นประชาธิปไตย

 

ทำให้ประชาชนจำนวนมากไม่ยอมรับรัฐบาลที่ตั้งขึ้นภายหลังและเรียกร้องให้ยุบสภาให้มีการเลือกตั้งใหม่เพื่อพิสูจน์ว่าใครกันแน่ที่ประชาชนต้องการให้เป็นรัฐบาล

 

การที่คนส่วนน้อยที่มีอำนาจไม่ยอมรับการตัดสินของประชาชนแล้วล้มล้างการตัดสินของประชาชนครั้งแล้วครั้งเล่าทำให้ประเทศของเราต้องประสบปัญหาร้ายแรงหลายเรื่องเช่นรัฐบาลไม่มีเสถียรภาพ บริหารงานล้มเหลวไม่มีประสิทธิภาพ แก้ปัญหาบ้านเมืองไม่ได้ มีการต่อรองกันสูงในรัฐบาลและมีคอรัปชั่นมากเป็นประวัติการณ์ดังที่ภาคเอกชนเพิ่งสรุปยืนยันอย่างชัดเจน

 

การเลือกตั้ง ครั้งนี้จึงเป็นโอกาสที่ประชาชนจะเลือกพรรคการเมืองเข้าไปเป็นรัฐบาลเพื่อแก้ปัญหาสำคัญๆเหล่านี้ แต่ที่สำคัญกว่านั้นคือประชาชนกำลังจะเป็นผู้กำหนดว่าใครควรเป็นรัฐบาลและบ้านเมืองควรไปในทิศทางใด

 

ประชาชนไทยกำลังยืนยันให้ชาวโลกรู้ว่าประชาชนเป็นผู้กำหนดอนาคตของประเทศด้วยตนเอง

 

ไม่ยอมให้ใครมาล้มล้างการตัดสินของประชาชน ล้มล้างแทรกแซงกันมากี่ครั้งก็จะยืนยันอีกครั้งในการเลือกตั้งครั้งนี้ด้วยการเลือกพรรคที่ประชาชนต้องการเข้าไปเป็นรัฐบาล

 

ทางที่จะแน่ใจได้ว่าเมื่อเลือกพรรคการเมืองเข้าไปแล้วจะได้ตั้งรัฐบาลแน่ๆและสามารถป้องกันการมาล้มล้างการตัดสินของประชาชนอีกก็คือการทำให้การเลือกตั้งครั้งนี้แพ้หรือชนะกันไปอย่างเด็ดขาด

 

ผมเชื่อว่าการตัดสินใจของประชาชนในการเลือกตั้งครั้งนี้จะไม่พลิกผันไปได้แม้จะมีความพยายามจนนาทีสุดท้ายที่เห็นชัดๆอยู่ 2 อย่าง....

 

หนึ่งคือการซื้อเสียงอย่างหนักแบบที่ชาวบ้านร้องว่าไม่รู้ไปเอาเงินมาจากไหนกันและ สองคือการใส่ร้าย โจมตีทั้งผ่านสื่อปรกติและการใช้ซีดี ใบปลิว

แต่ผมก็ยังเชื่อว่าประชาชนจะหนักแน่นพอเพราะเข้าใจความสำคัญของการเลือกตั้งและได้รับรู้ เข้าใจต่อประเด็นการเมืองที่มีการถกเถียงหรือโจมตีกันมา

 

การออกซีดี โปรยใบปลิวอย่างที่ทำกันโดยบางพรรคในวันสองวันนี้ ประชาชนย่อมคิดได้ว่าถ้าเป็นความจริงถึงขั้นทำให้เปลี่ยนใจได้ เขาคงทำมานานแล้ว

 

ผมโพสต์ขณะเดินทาง ติดๆขัดๆหน่อยครับ แต่ก็น่าจะได้ประเด็นที่ต้องการพูดแล้ว

 

00000000

Permalink | Leave a comment  »

]]>
http://files.posterous.com/user_profile_pics/668204/111111111.jpg http://posterous.com/users/4wPzL2bKLTy1 Chaturon Chaisang chaturon Chaturon Chaisang
Thu, 30 Jun 2011 22:23:00 -0700 จาตุรนต์ : การลาออกจากภาคีมรดกโลก http://chaturon.posterous.com/59214196 http://chaturon.posterous.com/59214196

www.twitter.com/chaturon 

1 กรกฎาคม 2554

 

ขณะที่กำลังเขียนข้อความอยู่นี้ เห็นข่าวพาดหัวค่อนข้างจะเข้มข้น มีสีสันเกี่ยวกับการให้ความเห็นของผบ.ทบ.(อีกแล้ว) ทูตอเมริกันและเลขาฯยูเอ็น

วันนี้สงสัยจะมีหลายเรื่องให้ผมได้แสดงความเห็น จะพยายามหาเวลาทำเท่าที่ทำได้ครับ

ในเรื่องหลักๆที่คุณอภิสิทธ์ เวชชาชีวะกับพวกใช้มาโจมตีฝ่ายตรงข้ามในการหาเสียงโค้งสุดท้ายนี้ผมได้วิจารณ์ไปพอสมควรแล้ว ยังขาดอีกเรื่องหนึ่งที่ไม่ควรขาด

คือเรื่องการที่รัฐบาลคุณอภิสิทธิ์ลาออกจากการเป็นภาคีอนุสัญญามรดกโลก แล้วก็นำมาเป็นประเด็นหาเสียงและโจมตีฝ่ายตรงข้ามเป็นการใหญ่

ผมคิดว่าการที่รัฐบาลประกาศลาออกจากภาคีอนุสัญญามรดกโลกและนำประเด็นนี้มาใช้ประโยชน์ในการหาเสียงเป็นเรื่องของคนที่อยู่ในสภาพ"สิ้นคิด"จริงๆ

เรื่องของเรื่องก็คือ คณะกรรมการมรดกโลกเขาไม่ฟังฝ่ายไทยและรัฐบาลไทยล้มเหลวในการชี้แจง หามิตรมาตลอด  แต่รัฐบาลกลับบอกประชาชนมาตลอดว่าไม่มีปัญหา

ส่วนที่เป็นปัญหามากคือ ที่บอกว่าไทยต้องถอนตัวจากภาคี เพราะคณะกรรมการไม่ยอมเลื่อนการพิจารณาแผนบริหารจัดการออกไป  ต่อมาก็ปรากฏเขายังไม่ได้จะพิจารณาเลย

จึงเป็นเรื่องไม่มีเหตุผลเลยที่คุณสุวิทย์ คุณกิตติจะต้องวอล์คเอาท์จากที่ประชุมและลาออกจากภาคีอนุสัญญามรดกโลก  เหตุผลที่ใช้ก็ยิ่งทำให้คณะกรรมการมรดกโลกไม่เชื่อถือ

ผมลืมบอกไปว่าก่อนการรัฐประหาร 19 กันยา 2549 นั้น ผมได้รับเลือกให้เป็นรองประธานองค์การยูเนสโก จึงพอเข้าใจความสำคัญของความร่วมมือทางการศึกษา  วิทยาศาสตร์และวัฒนธรรม  ที่ประเทศต่างๆทั่วโลกเขาร่วมมือกันอยู่บ้าง

การลาออกจากอนุสัญญามรกดโลกก็คือการลาออกจากโลกอารยะ

คุณสุวิทย์และคุณอภิสิทธิ์พยายามจะบอกว่าต้องลาออกเพื่อรักษาอธิปไตยของชาติ รักษาดินแดนของประเทศไว้ ทั้งๆการพิจารณาของคณะกรรมการมรดกโลกไม่มีอะไรเกี่ยวกับดินแดน หรือพื้นที่ 4.6 ตารางกิโลเมตรเลย

คุณอภิสิทธิ์โบ้ย โยนความผิดไปให้คุณนพดล ปัทมะและรัฐบาลสมัครเอาดื้อๆ แบบที่ไม่มีข้อเท็จจริงและเหตุผลรองรับเลย

แต่อย่างไรก็ตาม เมื่อศาลรัฐธรรมนูญตัดสินให้คำแถลงการณ์ร่วมที่คุณนพดลไปทำไว้เป็นโมฆะ คำแถลงการณ์นั้นจึงไม่มีผลอะไรต่อการขึ้นทะเบียนปราสาท

คุณอภิสิทธิ์ยังไปไกลถึงขั้นหาเสียงว่าอย่าเลือกคนขายชาติ ให้เลือกคนที่ปกป้องอธิปไตยของชาติ ไม่ทราบว่าเอาอะไรมาพูด ไม่มีทั้งข้อเท็จจริงและเหตุผลรองรับ

สมมุติว่าต่อไป หากคณะกรรมการมรดกโลกเขาไปมีมติกันเกี่ยวกับพื้นที่พิพาท แล้วไทยไม่ยอมรับหรือขัดขวาง คนทั่วโลกจะมองไทยอย่างไร  และจะไม่เข้าล็อคกัมพูชาที่เขากำลังร้องศาลโลกให้คุ้มครองชั่วคราวหรือ

การเดินตามแนวอย่างที่รัฐบาลอภิสิทธิ์กำลังทำอยู่นี้ จึงมีแต่จะทำให้ให้เสียเปรียบในเวทีระหว่างประเทศทั้งหลาย นี่หรือปกป้องอธิปไตยของชาติ

สำหรับการประกาศลาอออกนั้น มีประเด็นว่าเรื่องใหญ่ขนาดนี้ทำกันไปโดยพลการ  ทั้งๆที่เป็นเพียงรัฐบาลรักษาการได้อย่างไร

เรื่องขนาดนี้ถ้าจะทำจริงๆย่อมต้องมีการหารือในรัฐสภาแน่ จะทำกันไปตามลำพังระหว่างคุณอภิสิทธิ์กับคุณสุวิทย์ได้อย่างไร

แต่เมื่อไล่เรียงดูแล้วก็จะพบว่าขั้นตอนในการลาออกยังอีกนาน  จึงเข้าใจได้ว่าเขาต้องการพูดเรื่องการลาออกให้เป็นเรื่องใหญ่ ให้ดูเป็นวีรกรรม แล้วใช้เป็นประเด็นโจมตีฝ่ายตรงข้าม  กับการปลุกความรักชาติแบบขาดสติมาเป็นประโยชน์ในการหาเสียงโค้งสุดท้ายเท่านั้น จะลาออกจริงหรือไม่ก็ปล่อยให้เป็นภาระของรัฐบาลหน้าซึ่งไม่ใช่พวกเขาอยู่แล้ว ปล่อยให้เป็นระเบิดเวลาที่จะระเบิดขึ้นในวันข้างหน้าเมื่อฝ่ายที่ต้องการให้ลาออกลุกขึ้นมากดดันหรือต่อต้านรัฐบาลใหม่อีกครั้งหนึ่ง

การประกาศลาออกจากภาคีอนุสัญญามรดกโลกที่คุณอภิสิทธิ์และคุณสุวิทย์ทำไปจึงเป็นการจงใจโมเม  บิดเบือนข้อเท็จจริงและไร้เหตุผลความชอบธรรม ที่ได้สร้างความเสียหายต่อประเทศอย่างมากในทันทีและยังจะเกิดความเสียหายต่อไปในระยะยาว

ทั้งหมดนี้เพียงเพื่อผลประโยชน์ในการหาเสียงเลือกตั้ง เป็นการฉวยโอกาสโจมตีฝ่ายตรงข้ามและวางระเบิดเวลาฝากไว้ให้แก่สังคมไทยก่อนที่พวกเขาจะพ้นจากการเป็นรัฐบาลไปอีกนานเท่านั้นเอง

 

000000 

Permalink | Leave a comment  »

]]>
http://files.posterous.com/user_profile_pics/668204/111111111.jpg http://posterous.com/users/4wPzL2bKLTy1 Chaturon Chaisang chaturon Chaturon Chaisang
Tue, 28 Jun 2011 22:02:00 -0700 จาตุรนต์ทวิตเตอร์ : หาเสียงเลือกตั้งโค้งสุดท้าย http://chaturon.posterous.com/58966967 http://chaturon.posterous.com/58966967

P62289952

29 มิถุนายน 2554

 

สวัสดีครับทุกท่าน ตอนนี้กำลังเตรียมไปพูดที่สโมสรผู้สื่อข่าวต่างประเทศ ค่ำนี้ครับ

ไม่ได้คุยทางทวิตเตอร์และเฟซบุ๊คเสีย 2 วัน มีหลายเรื่องหลายประเด็นที่น่าพูดถึงโดยเฉพาะเรื่องแนวทางการหาเสียงเลือกตั้งของแต่ละฝ่ายและเรื่องยูเนสโก

การหาเสียงโค้งสุดท้ายทำให้คนเห็นความแตกต่างระหว่าง 2 พรรคใหญ่ได้ชัดเจนมาก  ฝ่ายหนึ่งจะพูดวิสัยทัศน์ 2020  อีกฝ่ายกำลังสร้างความน่ากลัว

พรรคประชาธิปัตย์กำลังอยู่ในสภาพ “ดีแตก” หรือขึ้นต้นเป็นลำไม้ไผ่ คือเริ่มด้วยการบอกว่าจะพาประเทศเดินไปข้างหน้า แต่ตอนท้ายกลับมาสาละวนกับการทำลายฝ่ายตรงข้าม

การกลับมาเน้นเรื่องเผาบ้านเผาเมือง ถอนพิษทักษิณ อย่าเลือกคนล้างผิดให้ทักษิณ นิรโทษกรรมให้ทักษิณ คืนเงินให้ทักษิณและอีกสารพัดประเด็น...

กำลังแสดงตัวตนที่แท้จริงของพรรคประชาธิปัตย์ และคุณอภิสิทธิ์ให้คนไทยทั้งประเทศเห็นว่า  คนที่เป็นนายกฯมาสองปีกว่าจริงๆแล้วคิดอย่างไรกับปัญหาและอนาคตของประเทศ

ผมไม่เชื่อว่าพรรคประชาธิปัตย์จะสามารถพลิกกระแสที่ตนเองกำลังจะแพ้ให้กลับคืนมาได้  เพราะประเด็นเหล่านี้เป็นประเด็นเก่าๆที่คนไทยทำความเข้าใจมาหมดแล้ว

บางเรื่องที่คุณอภิสิทธิ์และพรรคประชาธิปัตย์พยายามจุดประเด็น  ซึ่งเป็นเรื่องที่ฝ่ายพรรคเพื่อไทยเขาไม่ได้เสนอด้วยซ้ำ เช่น เรื่องนิรโทษกรรมให้ทักษิณและคืนเงินให้ทักษิณ

การกล่าวหาจึงไม่มีน้ำหนักและกลับจะเป็นผลเสียที่คนจะเห็นว่าคุณอภิสิทธิ์และพรรคประชาธิปัตย์ชอบสาดโคลนให้ฝ่ายตรงข้ามและไม่สามารถเสนอนโยบายดีๆให้เป็นจุดขาย

การพยายามทำซีดี เรื่องเผาบ้านเผาเมืองออกมาแจกก็จะไม่มีผลมาก เพราะสิ่งเหล่านั้นส่วนใหญ่พรรคประชาธิปัตย์ได้พูดทางทีวีไปหมดแล้ว ไม่มีอะไรใหม่

เรื่องล่าสุดคือ มีคนพยายามทำคัตเอาท์โฆษณาโจมตีว่าอย่าเลือกคนเผาบ้านเผาเมือง อย่าเลือกพวกแค้นเคืองสถาบันนั้นถือเป็นการกระทำที่สกปรก ผิดกติกาที่กกต.วางกรอบไว้

หวังว่าคณะกรรมการการเลือกตั้งจะบังคับให้คนที่ขึ้นป้ายนั้นเอาลงเสียโดยเร็ว

ที่กกต.ห้ามพรรคการเมืองหาเสียงพาดพิงถึงสถาบันไม่ว่าทางบวกหรือทางลบนั้นถูกแล้ว เป็นการป้องกันไม่ให้สถาบันถูกดึงมาสู่การเมือง

 

ถ้าอนุญาตให้พรรคการเมืองหาเสียงว่าจะปกป้องสถาบันหรือโจมตีฝ่ายตรงข้ามว่าไม่จงรักภักดี ก็จะเกิดการโจมตีกันไปมาเสียหายต่อสถาบัน

ที่เขากำหนดกติกาห้ามหาเสียงว่าจะปกป้องสถาบัน นั้นถูกแล้ว เพราะมิฉะนั้นถ้าพรรคนั้นได้คะแนนน้อยมาก จะเกิดการตีความที่ไม่เป็นผลดีต่อสถาบัน

ขณะที่ผมกำลังทวิตเตอร์อยู่นี้ก็เห็นสติ๊กเกอร์ข้อความว่า  รักในหลวง เลือกตั้งเพื่อในหลวง ร่วมปกป้องสถาบัน ซึ่งเป็นการโฆษณาที่ไม่บังควรอย่างยิ่ง

ถ้าสงสัยว่าทำไมผมจึงพูดอย่างนี้ ก็ให้ถามกกต.ว่าทำไมจึงให้พรรคการเมืองที่หาเสียงว่าปกป้องสถาบัน เอาป้ายที่เคยติดไว้ลงให้หมด

มิฉะนั้นก็จะถือว่ากกต.ปากว่าตาขยิบ และปล่อยปละละเลยให้คนนำประเด็นสถาบันมาทำลายกันซึ่งไม่เป็นผลดีต่อสถาบันเลย

สำหรับคำถามที่ว่าทำไมไม่ควรปล่อยให้มีการโฆษณาให้เลือกตั้งเพื่อปกป้องในหลวง อย่าเลือกคนไม่รักในหลวงฯลฯนั้น ผมมีคำตอบเป็นคำถามง่ายๆอย่างนี้.

ถ้าปล่อยให้มีการโฆษณากันเต็มบ้านเต็มเมืองว่าอย่าเลือกคนไม่รักในหลวง เมื่อผลเลือกตั้งออกมาพรรคที่ได้เสียงน้อยจะถูกถือว่าไม่จงรักภักดีหรือไม่

พรรคที่ได้เสียงมากที่สุดจะถูกถือว่ารักในหลวงมากกว่าพรรคอื่นๆหรือไม่

ตั้งใจว่าจะแสดงความเห็นต่อกรณีรัฐบาลไทยประกาศถอนตัวจากภาคีมรดกโลกอยู่เหมือนกัน แต่วันนี้คงไม่ทันเสียแล้ว คงต้องเป็นพรุ่งนี้ครับ

 

00000000000

Permalink | Leave a comment  »

]]>
http://files.posterous.com/user_profile_pics/668204/111111111.jpg http://posterous.com/users/4wPzL2bKLTy1 Chaturon Chaisang chaturon Chaturon Chaisang
Thu, 23 Jun 2011 22:50:00 -0700 จาตุรนต์ : อภิสิทธิ์ -พรรคประชาธิปัตย์กับเวทีปราศรัยที่ราชประสงค์ http://chaturon.posterous.com/58347452 http://chaturon.posterous.com/58347452

Img_6677

Chaturon twitter 24 มิถุนายน 2554 


สวัสดีทุกท่านครับ วุ่นเสีย 2-3 วัน ไม่ได้แวะเข้ามาเลย

ได้ติดตามข่าวการปราศรัยของพรรคประชาธิปัตย์ที่ราชประสงค์แล้ว และดูความเห็นของสำนักข่าวต่างประเทศบางแห่งก็พอเห็นแล้วว่า นี่ไม่ใช่จุดพลิกผันของการหาเสียงแน่ 

ที่ไม่สามารถเป็นจุดพลิกผันได้ เพราะเนื้อหาี่นำเสนอทั้งหมดเป็นเรื่องที่เคยพูดกับประชาชนมาหมดแล้ว รวมทั้งประเด็นกล่าวหาในช่วงหาเสียงครั้งนี้

สิ่งที่เพิ่มเติมคือ การพยายามทำเรื่องนี้ให้สะเทือนใจด้วยการเล่าว่าคุณอภิสิทธิ์ร้องไห้ทั้งคืนในวันที่ 10 เมษายน 2553 และการร้องไห้บนเวทีของนายสุเทพ

นอกจากนั้นก็มีการเสนอวาทกรรมที่ว่า มาช่วยกันถอนพิษทักษิณ ซึ่งดูแล้วไม่น่าจะเป็นประเด็นที่จุดขึ้น เพราะคนได้ทำความเข้าใจเชิงเหตุผลกันมามากแล้ว

จุดอ่อนที่สำคัญๆของการปราศรัยครั้งนี้ของพรรคประชาธิปัตย์  อันดับแรกคือ การเลือกสถานที่ที่ผิด เพราะในเชิงสัญลักษณ์เท่ากับต้องการท้าทาย  ตอกย้ำและยั่วยุให้เกิดความขัดแย้ง รวมทั้งทำให้เกิดความเกลียดชังระหว่างคนในชาติ

ส่วนการแก้ต่างให้กับตนเองและพวกที่เพิ่มเติมขึ้นมาเช่น "ที่ราชประสงค์ไม่มีคนตาย" คนมีวิจารณญาณทั้งหลายก็ย่อมรับไม่ได้  ในขณะที่ผู้บาดเจ็บและญาติผู้เสียชีวิตย่อมโกรธมากขึ้น

การพูดแบบที่เคยพูดมาแล้วหลายครั้งว่า ประชาชนและทหารถูกคนชุดดำฆ่าตายทั้งนั้น ไม่มีใครเชื่อแน่ เพราะขัดกับข้อเท็จจริงอีกมากมายที่หลายฝ่ายนำเสนอไปแล้ว

ส่วนที่คุณอภิสิทธิ์บอกว่าร้องไห้ทั้งคืน ในวันที่ 10 เมษายน 2553 นั้น ไม่ทราบว่าร้องไห้ด้วยเหตุผลอะไรแน่ แต่คุณอภิสิทธิ์ควรทราบด้วยว่ามีประชาชนอีกมากมายที่ร้องไห้ไปอีกนานกว่าคุณอภิสิทธิ์

และผมจำเป็นต้องย้ำว่า ถ้าวันนั้นรัฐบาลไม่สั่งให้ยึดพื้นที่คืนให้ได้ ไม่สั่งให้นำอาวุธร้ายแรงนานาชนิดรวมทั้งรถหุ้มเกราะเข้าไปในบริเวณที่ชุมนุม และไม่ดันทุรังที่จะสลายการชุมนุมให้ได้ทั้งๆที่มืดแล้ว ก็คงไม่มีใครต้องร้องไห้

ต้นเหตุของความผิดพลาดของคุณอภิสิทธิ์ที่สำคัญ  อยู่ที่การตั้งโจทย์เริ่มต้นรับมือกับการชุมนุมเรียกร้องของประชาชนว่าคนเหล่านี้ถูกจ้างมา ถูกกะเกณฑ์มา เป็นพวกคิดร้ายทำลายชาติ เมื่อมีการเสียชีวิตแล้วก็พยายามสร้างภาพอย่างเป็นระบบว่า ประชาชนเป็นพวกก่อการร้ายและล้มเจ้า

คุณอภิสิทธิ์กับพวกได้ถลำเข้าไปสู่จุดที่ต้องแพ้กันไปข้างหนึ่ง คือ ถ้าประชาชนไม่เป็นพวกก่อการร้ายและล้มเจ้า คุณอภิสิทธิ์กับพวกก็ต้องเป็นฆาตกร

เรื่องทั้งหมดแก้ยากมาก เพราะคู่กรณีฝ่ายหนึ่งเป็นนายกรัฐมนตรีและรัฐบาล ที่มีหน้าที่ต้องทำให้เกิดความยุติธรรม  ยิ่งคุณอภิสิทธิ์แก้ต่างให้กับตนเองมากเท่าไรก็ยิ่งทำให้การพิสูจน์ความจริงเป็นไปได้ยากเท่านั้น

น่าเสียดายที่คุณอภิสิทธิ์ไม่ฟังคำทักท้วงของใครๆและยังคงไปปราศรัยที่ราชประสงค์  ด้วยเนื้อหาที่แย่กว่าที่ผ่านๆมาเสียอีกด้วย จึงยิ่งทำให้การแก้ปัญหาความขัดแย้งของคนในชาติแก้ยากยิ่งขึ้นไปอีก

น่าเสียดายที่การแก้ปัญหาความขัดแย้งของคนในชาติถูกทำให้แก้ยากยิ่งขึ้นเพียงเพราะความต้องการให้เกิดการพลิกผันในการหาเสียงเลือกตั้งของคุณอภิสิทธิ์กับพรรคประชาธิปัตย์

ผมประเมินว่าความพยายามจะพลิกกระแสของพรรคประชาธิปัตย์ครั้งนี้จะล้มเหลว ในเวลาสั้นๆคนส่วนใหญ่จะเข้าใจว่าอะไรเป็นอะไร  เข้าใจว่าคุณอภิสิทธิ์และพรรคประชาธิปัตย์ทำอะไร

และเมื่อเป็นที่ชัดเจนว่าการปราศรัยที่ราชประสงค์ไม่ประสบความสำเร็จดังคาด  มิหนำซ้ำยังอาจเป็นผลลบในหมู่ผู้ที่ทำงานด้านปรองดองและผู้ที่การให้บ้านเมืองเดินไปข้างหน้า ถึงเวลานั้นผู้ที่จะรู้สึกเสียดายที่สุดก็คงจะเป็นคุณอภิสิทธิ์นั่นเอง

สำหรับวาทกรรม "แก้พิษทักษิณ" หรือ"ถอนพิษทักษิณ" ผมเชื่อว่าจุดไม่ติดแน่  ปัญหาของประเทศที่ต้องสูญเสียประชาธิปไตยกันไป สูญเสียระบบยุติธรรมและสูญเสียการมีรัฐบาลที่มีประสิทธิภาพ มีเสถียรภาพไป ต้นเหตุสำคัญอันหนึ่งก็มาจากการจัดการกับ"ทักษิณ"  ทำลายทักษิณ ไม่ใช่หรือ?

การจัดการกับทักษิณ  ได้ทำให้บ้านเมืองเสียหายไปมาก  และฝ่ายที่จ้องทำลายทักษิณก็เสื่อมลงไปมาก ในขณะที่ในการเลือกตั้งครั้งนี้ เป็นที่ชัดเจนกว่าครั้งที่แล้วเสียอีกว่า เป็นการแข่งขันกันระหว่างฝ่ายจัดการกับทักษิณกับฝ่ายทักษิณ ซึ่งก็หมายความว่าต่างฝ่ายต่างก็ไม่มีอะไรปิดบังอำพราง และผลจากโพลทั้งหลายก็กำลังบอกว่าฝ่ายที่จ้องทำลายทักษิณกำลังจะแพ้อย่างหมดรูป การมาชูประเด็นถอนพิษทักษิณจึงไม่มีทางจุดขึ้น

ที่ปลุกให้คนแก้พิษทักษิณหรือถอนพิษทักษิณนั้น  จึงมีเรื่องน่าคิดว่า ถ้ามุขนี้แป๊กและฝ่ายทักษิณชนะถล่มทลาย พวกที่จ้องทำลายทักษิณจะสรุปกันยังไง

Permalink | Leave a comment  »

]]>
http://files.posterous.com/user_profile_pics/668204/111111111.jpg http://posterous.com/users/4wPzL2bKLTy1 Chaturon Chaisang chaturon Chaturon Chaisang
Tue, 14 Jun 2011 04:52:00 -0700 จาตุรนต์ : คำโต้แย้งต่อคำพูดอภิสิทธิ์ ฉบับที่ 3 (เพิ่มคลิปวันที่ 10 เมษายน 2553) http://chaturon.posterous.com/-3 http://chaturon.posterous.com/-3

24066_110115795687552_100000673959141_127686_350341_n

 

สวัสดีครับทุกท่าน 

 

วันนี้มีเวลาเล็กน้อยครับ คงต้องเลือกพูดเพียงบางเรื่อง ใครมีประเด็นจะฝากก็เชิญนะครับ 

 

อ่านข่าวนสพ.ฉบับใหญ่ๆ ข่าวการเมืองมักเป็นข่าวการให้ความเห็นของปชป.มากกว่าพรรคอื่นๆ อาจเป็นเพราะพรรคนี้ถนัดแสดงความเห็นอยู่แล้วด้วย 

 

เนื้อหาส่วนใหญ่ที่พรรคปชป.พูดเกือบทั้งหมดจะเป็นการโจมตี หรือโต้ตอบประเด็นการเมือง และมีบ้างที่เป็นการพูดถึงนโยบายแต่ก็เพียงสั้นๆ 

 

ในเวลาที่มีเพียงเล็กน้อยนี้ จะขอวิจารณ์เฟซบุ๊ค "มาร์ค" ภาค 3 สักหน่อย เห็นว่าเป็นประเด็นที่คุณอภิสิทธิ์ตั้งใจอธิบายเอาจริงเอาจังทีเดียว

 

คุณอภิสิทธิ์เน้นมากเรื่อง "ผมไม่ได้สั่งฆ่า 91 ศพ" โดยลำดับเหตุการณ์เพื่อจะแสดงให้เห็นว่ามีคนวางแผนอย่างเป็นขั้นตอนที่จะยัดเหยียดให้ตนเป็น "ฆาตกรสั่งฆ่าประชาชน"

 

เรื่องการเจรจาออกทีวีแล้วไม่ลงตัว ไม่สามารถหาข้อยุติได้นั้น ใครพูดอะไรอย่างไรและทำไมจึงตกลงกันไม่ได้ คนส่วนใหญ่ที่ดูอยู่ในวันนั้นคงจำได้ 

 

โดยสรุปคือช่วงเวลายังต่างกันมาก และเมื่อตกลงกันยังไม่ได้การเคลื่อนไหวเรียกร้องก็ดำเนินต่อไปซึ่งก็ยังไม่มีการเสียชีวิตจนกระทั่งวันที่ 10 เม.ย.

 

คุณอภิสิทธิ์พูดถึงเหตุการณ์วันที่ 10 เม.ย.โดยไม่ตรงกับข้อเท็จจริง และบังเอิญผมอยู่ในเหตุการณ์บางตอนของวันนั้นด้วย ผมจะชี้ว่าไม่ตรงอย่างไร

 

คุณอภิสิทธิ์ยอกว่ามีการขอคืนพื้นที่ เจ้าหน้าที่ปฏิบัติตามกฎการใช้กำลังอย่างเคร่งครัด ตั้งแต่บ่ายจนถึงหกโมงเย็นไม่มีการสูญเสีย

 

คุณอภิสิทธิ์บอกว่าเมื่อเริ่มมืดก็เริ่มมีการเจรจาให้สองฝ่ายอยู่กับที่แต่ไม่เป็นผล จึงมีการสั่งให้ถอนกำลังกลับ จากนั้นสงครามเต็มรูปแบบก็เกิดขึ้น

 

คุณอภิสิทธิ์บอกว่าหลังคำประกาศของอริสมันต์ไม่นาน..ชายชุดดำแฝงตัว...โจมตีทหารจนเกิดการสูญเสียชีวิตทั้งทหารและประชาชน....

 

คุณอภิสิทธิ์บอกว่าตนและผู้นำเหล่าทัพ..เกิดอาการช็อคและว่าวันนั้นเป็นวันที่ตนสลดใจมากที่สุดในช่วงที่เป็นนายกฯ..ย้ำว่ามีกองกำลังติดอาวุธ...

 

ที่คุณอภิสิทธิ์ชี้แจงคลาดเคลื่อนก็คือตั้งแต่ช่วงกลางวันรัฐบาลและศอฉ.ประกาศขอคืนพื้นที่และประกาศว่าจะดำเนินการให้แล้วเสร็จในเวลาหกโมงเย็น

 

ใกล้ถึงหกโมงเย็นก็ไม่มีทีท่าว่าจะหยุดปฏิบัติการ ยังคงเดินหน้าไปเรื่อย ช่วงนั้นไปถึงเวทีที่ผ่านฟ้าและขึ้นเวทีปราศรัยเรียกร้องให้รัฐบาลยุติการขอคืนพื้นที่ไว้ก่อน

 

ผมพูดกับคุณอภิสิทธิ์และคุณอนุพงษ์ว่ากำลังจะมืด อย่างไรก็ไม่มีทางยึดพื้นที่คืนได้ก่อนมืด เพราะฉะนั้นขอให้ยุติและถอนกำลังออกไปก่อน วันรุ่งขึ้นค่อยว่ากันใหม่

 

ระหว่างนั้นไม่มีวี่แววว่ารัฐบาลจะสั่งให้เจ้าหน้าที่ถอยอย่างที่คุณอภิสิทธิ์พูดในเฟซบุ๊ค เพราะมีเฮลิคอปเตอร์บินวนอยู่ตลอดและสถานการณ์ตึงเครียดมากขึ้นๆ

 

ผมพูดไปจนหกโมงกว่าก็ได้รับโน้ตจากหลังเวทีว่ามีคนถูกยิงเสียชีวิตแล้วหนึ่งคน ซึ่งผมก็ยังพูดต่อไปเพื่อย้ำว่าหากไม่ยุติ ยิ่งมืดมากจะยิ่งอันตราย

 

ผมพูดจบ ตอนจะลงเวทีก็ยังถูกแก๊สน้ำตาที่โปรยลงมาจากฮ.ที่วนเวียนอยู่ แสดงว่าระหว่างนั้นเจ้าหน้าที่ก็ยังไม่ละความพยายามที่จะสลายการชุมนุม

 

หลังจากนั้นเพียงครู่เดียวก็ทราบว่ามีคนถูกยิงเสียชีวิตอีกหลายคน ซึ่งต่อมาก็มีการนำศพมาแสดงว่ามีการเสียชีวิตจริง ขณะนั้นยังไม่มีการโจมตีของคนชุดดำ

 

เวลาผ่านไปอีกเป็นชั่วโมง จนมีคนเสียชีวิตไปหลายคนแล้ว จึงมีการติดต่อเจรจาระหว่างตัวแทนของรัฐบาลกับนปช.โดยรัฐบาลขอให้ผมเป็นคนกลาง

 

ฝ่ายรัฐบาลถามผมว่าจะช่วยพูดกับนปช.ได้หรือไม่ ผมบอกไปว่าจะพยายามและว่าจะต้องรีบยุติมิฉะนั้นจะเสียหายมาก รัฐบาลบอกว่าจะหยุดแต่ขอให้นปช.พูดก่อน

 

ต่อมาหลังจากประสานไปมาทั้งสองฝ่ายก็ประกาศหยุด แต่หลังจากนั้นฝ่ายรัฐบาลก็ติดต่อมาอีกว่ามีพวกที่โจมตีเจ้าหน้าที่ด้วยอาวุธหนัก ขอให้ผมช่วยพูด?

 

ผมบอกไปว่าผมไม่รู้เรื่องอะไรด้วย ไม่รู้จะพูดกับใคร ได้แต่แนะนำว่าให้เจ้าหน้าที่ถอยออกไปจากบริเวณที่ชุมนุมก่อน ประชาชนจะได้ไม่เสียหาย

 

หลังจากนั้นเจ้าหน้าที่ก็ถอยไปและการปะทะก็สิ้นสุด

 

มีผู้เสียชีวิต 20กว่าคนซึ่งถือว่าร้ายแรงมาก

 

ประเด็นคือถ้ายุติการขอคืนพื้นที่เสียก่อนมืดก็คงไม่สูญเสียอย่างนั้น ที่ไม่ยุติเพราะรัฐบาลต้องการยึดพื้นที่คืนให้ได้จริงๆ

 

การที่คุณอภิสิทธิ์โยนเรื่องทั้งหมดไปที่คนชุดดำจึงไม่ตรงกับความเป็นจริง ไม่อาจกลบเกลื่อนความผิดของรัฐบาลและศอฉ.ได้

 

เฉพาะสิ่งที่เกิดขึ้นในวันที่ 10 เมย.ก็เกินพอที่ทำให้คุณอภิสิทธิ์หมดความชอบธรรมแล้วส่วนความเสียหายหลังจากนั้นก็ย่อมไม่พ้นความรับผิดชอบของรบ.

 

เหตุการณ์หลัง 10 เมย.ผมจะไม่ขอวิจารณ์ในตอนนี้เพราะคุณอภิสิทธิ์พูดมาถึงวันที่10 เมย. เท่านั้น ก็ขอวิจารณ์แค่วันที่10 เมย.ซึ่งผมคิดว่าก็หนักแล้ว

 

Permalink | Leave a comment  »

]]>
http://files.posterous.com/user_profile_pics/668204/111111111.jpg http://posterous.com/users/4wPzL2bKLTy1 Chaturon Chaisang chaturon Chaturon Chaisang
Thu, 09 Jun 2011 22:51:00 -0700 จาตุรนต์ทวิตเตอร์ - ทหารกับการเลือกตั้ง http://chaturon.posterous.com/56618203 http://chaturon.posterous.com/56618203

K_cha

สวัสดีครับทุกท่าน ตอนนี้มีเวลาเล็กน้อยเลยแวะมาทักทายเสียก่อน


มีหลายเรื่องที่น่าให้ความเห็นแต่เวลาน้อย คงต้องเลือกเพียงบางเรื่องและคงพูดได้สั้นๆครับ


เห็นข่าวผบ.ทบ.ฮึ่มพรรคเพื่อไทยรังแกทหารแล้วอยากจะให้คำแนะนำผบ.ทบ.สักหน่อย เผื่อจะเป็นประโยชน์ต่อตัวผบ.ทบ.เองและอาจเป็นผลดีต่อบรรยากาศทางการเมือง


อ่านคำสัมภาษณ์ของคุณประยุทธ์แล้วรู้สึกวาท่านคงลืมไปว่าท่านเป็นผบ.ทบ.อยู่ไม่ใช่หัวหน้ากลุ่มก๊วนอะไรที่จะบอกว่ายอมไม่ได้ หยามไม่ได้อย่างนั้น


ท่านบอกว่าส่งทหารไป 2 คนแล้วถูกกดดัน ก็เลยจะส่งไป 50 คนหรือ 100 คน ถามว่าจะส่งไปทำไม จะส่งไปปราบยาเสพติดหรือปราบผู้สมัครรับเลือกตั้ง


ถ้าส่งไปปราบยาเสพติด  จะไม่กระโตกกระตากไปหน่อยหรือ และยังต้องถามด้วยว่าท่านจะไปกันในหน้าที่อะไร ไปทำแทนตำรวจหรือ ทำไมไม่ใช้ตำรวจปราบยาเสพติด


ถ้าผู้สมัครรับเลือกตั้งทำผิดกฎหมายทำไมคนของท่านไม่ไปแจ้งความร้องทุกข์เพื่อดำเนินคดี หรือว่าจะเป็นการเสียเหลี่ยม หรือไม่เชื่อถือกฎหมา


การแสดงออกของผบ.ทบ.จึงเข้าลักษณะข่มขู่ผู้สมัครรับเลือกตั้ง ทำให้เสียบรรยากาศทางการเมืองและทำให้คนอาจรู้สึกว่าท่านวางตัวไม่เป็นกลางได้


จึงอยากแนะนำท่านว่าก่อนจะพูดอะไรควรคิดเสียให้รอบคอบ ท่านเป็นคนโผงผาง ตรงไปตรงไปตรงมา แต่ก็ต้องคำนึงด้วยว่าพูดแล้วคนจะรู้สึกอย่างไร


อีกเรื่องคือที่ท่านผบ.ทบ.พูดถึงหมู่บ้านสีแดง ที่ท่านว่าไม่ผิดกฎหมายแต่อยากให้ทบทวน อยากให้ไทยมีสีเดียว


ก็เป็นสิทธิ์ของท่านที่จะแสดงความเห็น แต่ก็เป็นสิทธิ์ของประชาชนที่จะเรียกหมู่บ้านของตัวเองเป็นสีอะไรก็ได้ตราบใดที่ไม่ทำอะไรที่ผิดกฎหมาย


บังเอิญว่าแกนนำคนเสื้อแดงเขาก็ลงสมัครเลือกตั้งกันอยู่ พอแสดงความเห็นอะไรในทางไม่ชอบสีแดง คนก็อาจมองว่าท่านไม่เป็นกลางอีกก็ได้


หมู่บ้านสีแดงมีกี่หมู่บ้าน ผมไม่ทราบ แต่ไม่มีข้อมูลว่าพวกเขาทำอะไรผิดกฎหมาย เห็นแต่หมู่บ้านสีเหลืองอยู่แถวทำเนียบรัฐบาลน่าจะไม่ถูกกฎหมาย


หมู่บ้านสีเหลืองที่มีอยู่เพียงหมู่บ้านเดียวนี้ ท่านผบ.ทบ.จะว่ายังไง นอกจากทำผิดกฎหมายแล้ว  ทำผิดกฎหมาย.ยังยุให้ท่านไปรบกับกัมพูชาอยู่ทุกวันด้วย


ผมอยากแนะนำให้ผบ.ทบ.ปรามโฆษกกองทัพบกเสียบ้าง อย่าปล่อยให้มาต่อปากต่อคำกับผู้สมัครรับเลือกตั้ง จนเหมือนตั้งตัวเป็นศัตรูกับบางพรรคไปแล้ว


คุณสรรเสริญมีสิทธิ์แสดงความเห็นทางการเมือง จะโต้กับใครก็ได้ แต่ท่านผบ.ทบ.แน่ใจหรือว่าเขาควรจะโต้ในฐานะโฆษกของกองทัพบก  กองทัพเห็นตามเขาหรือ


เมื่อโฆษกไม่เป็นกลางทางการเมือง คนเขาอาจคิดว่ากองทัพไม่เป็นกลางทางการเมือง ท่านไม่ควรเอาอย่างนายกฯอภิสิทธิ์กับเทพไท ที่พูดอะไรไม่ตรงกันทุกวัน


เรื่องสุดท้ายที่อยากแนะนำคือการวางตัวเป็นกลางและไม่แทรกแซงในการจัดตั้งรัฐบาล อยากแนะนำให้ท่านทำให้ชัดเจนเสียแต่วันนี้ ไม่ต้องรอหลังเลือกตั้ง


ที่คนเขาห่วงกันทั่วบ้านทั่วเมือง ก็คือหากพรรคที่ได้เสียงข้างมากแล้วอาจไม่ได้จัดตั้งรัฐบาล พูดกันตรงๆก็คือเขากลัวการแทรกแซงจากผู้มีอำนาจและกองทัพ


เรื่องนี้คนในต่างประเทศและชาวไทยในต่างประเทศก็วิตกกันทั้งนั้น ทำให้เขาไม่เชื่อมั่นต่อเมืองไทยของเรา เมืองไทยที่ท่านอยากให้เป็นสีเดียวนี่แหละ


ผมจึงเสนอว่าให้ท่านทำเหมือนตอนที่ประกาศว่าจะไม่ทำรัฐประหารนั่นแหละ แต่ให้ออกมาพูดพร้อมกันว่าจะไม่แทรกแซงในการจัดตั้งรัฐบาล


ควรแถลงด้วยว่า จะไม่อนุญาตให้พรรคการเมืองใช้สถานที่ของกองทัพบกในการจัดตั้งรัฐบาลอีกแล้ว

 

เรื่องแทรกแซงการจัดตั้งรัฐบาลนี้ ไม่ใช่พูดกันลอยๆ เห็นคุณชุมพลก็เพิ่งให้สัมภาษณ์ไม่ใช่หรือ ก็ชัดอยู่แล้ววาคราวที่แล้วมีการแทรกแซง บีบบังคับ


ครั้งที่แล้ว ที่ผมได้ยินจากปากผู้นำพรรคการเมืองบางท่าน ก็คือ เขาบอกว่าผู้นำทหารขู่เขาว่าถ้าไม่ย้ายไปสนับสนุนพรรคประชาธิปัตย์ก็จะทำรัฐประหาร ครั้งนี้ท่านผบ.ทบ.ควรประกาศเสียว่าจะไม่ทำอีก


นอกจากนั้นก็ขอให้ท่านเพิ่มความสุขุมมากขึ้นในการออกความเห็นต่างๆ อย่างน้อยในระหว่างการหาเสียงเลือกตั้งเพื่อไม่ให้ถูกมองว่าท่านไม่เป็นกลาง


หน้าที่ของทหารในระหว่างการเลือกตั้งไม่มีอะไรมากหรอกครับ แค่วางตัวให้เป็นกลางก็ประเสริฐที่สุดแล้ว

 

000000000

Permalink | Leave a comment  »

]]>
http://files.posterous.com/user_profile_pics/668204/111111111.jpg http://posterous.com/users/4wPzL2bKLTy1 Chaturon Chaisang chaturon Chaturon Chaisang