รัฐธรรมนูญ 2550
ธรรมนูญการปกครองของคมช.
หมายเหตุ บทความชิ้นนี้จาตุรนต์ ฉายแสงเขียนเมื่อต้นปี 2552 ตีพิมพ์ในหนังสือ “ความจริงวิกฤตประชาธิปไตย 27 ประเด็นที่สังคมไทยต้องการคำตอบ” เมื่อเดือนพฤษภาคมในปีเดียวกัน เวียนมาจนถึงวันนี้สังคมไทยกำลังเดินทางมาสู่จุดที่ว่า ควรแก้รัฐธรรมนูญหรือไม่ อย่างไร ? คำบอกเล่าสั้นๆจากปากจาตุรนต์คือว่า หากจะเขียนอีกรอบ ก็คงไม่ต่างไปจากนี้
“การจะมีรัฐธรรมนูญฉบับหนึ่งจะต้องตอบปัญหาสำคัญว่า จะเป็นกฎหมายหลัก หรือจะเป็นกฎหมายสูงสุดที่ทุกคนต้องปฏิบัติตามอย่างเท่าเทียมกันหรือไม่ ทุกคนต้องอยู่ภายใต้กฎหมายนั้นหรือไม่ อำนาจอธิปไตยเป็นของปวงชนหรือไม่ และประชาชนจะใช้อำนาจตรวจสอบการใช้อำนาจนั้นได้อย่างไร
รัฐธรรมนูญฉบับนี้เกิดขึ้นเนื่องจากอคติกับพรรคการเมือง นักการเมือง เห็นว่านักการเมืองเป็นคนเลว การเมืองเป็นสิ่งเลว นอกจากนั้นแล้วยังเห็นว่าประชาชนคือคนโง่ เป็นรัฐธรรมนูญที่ดูถูกประชาชนอย่างชัดเจนที่สุด
รัฐธรรมนูญฉบับนี้มีปัญหา และมีปัญหาร้ายแรงมากถึงขั้นว่า ไม่น่าเรียกรัฐธรรมนูญฉบับนี้ว่าเป็นรัฐธรรมนูญได้ด้วยซ้ำ การใช้อำนาจต้องมีการแบ่งแยกกันพอสมควร ไม่ใช่ก้าวก่ายแทรกแซงกันสับสนไปหมด ที่สำคัญ ในการตรวจสอบต้องเชื่อมโยงกับประชาชน ประชาชนต้องได้รับการคุ้มครองสิทธิเสรีภาพในด้านต่างๆ โดยเฉพาะสิทธิเสรีภาพทางการเมืองที่จะกำหนดการปกครองหรือการบริหารบ้านเมืองได้ นี่เป็นสาระสำคัญที่จะวัดว่าเราจะได้รัฐธรรมนูญที่ดีหรือไม่ได้ หรือเราจะได้รัฐธรรมนูญที่เป็นประชาธิปไตยหรือไม่เป็นประชาธิปไตย
รัฐธรรมนูญฉบับนี้บอกว่า ห้ามสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรก้าวก่ายแทรกแซงการปฏิบัติหน้าที่ของข้าราชการประจำ ซึ่งเรื่องไม่ให้เข้าไปเกี่ยวข้องกับการแต่งตั้งโยกย้ายนั้น เข้าใจได้และมีในรัฐธรรมนูญก่อน แต่ครั้งนี้การเข้าไปก้าวก่ายแทรกแซงการทำงานของราชการประจำก็ทำไม่ได้ด้วย ถามว่าเวลาเดือดร้อนประชาชนมักจะมาหาผู้แทน ผู้แทนก็ไปประสานหน่วยราชการ แต่หน่วยราชการอาจจะบอกว่าก้าวก่ายแทรกแซง ซึ่งจะถูกทำให้พ้นจากตำแหน่งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรได้เลยตามกฎหมายนี้
ความเป็นผู้แทนของประชาชนก็จะน้อยลงเนื่องจากระบบแบ่งเขต เพราะอิทธิพลของเงิน อิทธิพลของผู้มีอิทธิพล อิทธิพลของระบบราชการ นอกจากนั้นประชาชนจะไปอาศัยพรรคการเมืองก็ทำยาก เพราะพรรคการเมืองอ่อนแอลงไปมาก เสนอนโยบายอะไรก็ไม่ได้ เพราะนโยบายส่วนใหญ่กำหนดไว้หมดแล้วในแนวนโยบายแห่งรัฐ นโยบายพื้นฐานแห่งรัฐหลายข้อเขียนไว้ จนใครมาเป็นรัฐบาลก็กำหนดนโยบายแตกต่างไม่ได้ ใครอยากจะทำอะไรก็ถูกกำหนดไว้ในนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐหมดแล้ว ถ้าไม่พอใจต้องแก้ที่รัฐธรรมนูญเท่านั้น ทำให้พรรคการเมืองทำอะไรไม่ได้มาก อ่อนแอในหลายด้าน ในอนาคตจึงจะไม่มีการแข่งขันกันนำเสนอนโยบายต่อประชาชนอย่างเข้มข้นเช่นที่ผ่านมาอีกต่อไป
ส่วนส.ว.มีคน 74 คนที่มาจากการแต่งตั้ง ได้รับการสรรหาจากคน 7 คนที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้งเลย สามารถถอดถอนนายกฯ ที่มาจากการเลือกตั้งของคนหลายสิบล้านได้ รัฐธรรมนูญฉบับนี้กำลังบอกว่า คน 7 คนเท่านั้นที่มีสิทธิมีเสียงเหนือกว่าประชาชนทั้งประเทศ มีกรรมการที่ คมช.แต่งตั้งไว้หลายคณะที่จะอยู่ต่อไปจนครบวาระ 7 ปี 9 ปีบ้าง ป.ป.ช. ก.ก.ต. จะอยู่จนครบวาระ พวกนี้จะร่วมกันกับข้าราชการประจำ กับตุลาการ แล้วไปเลือก ส.ว. ไปเลือกองค์กรอิสระต่างๆ ก็เลือกกันไปมา ถ้อยทีถ้อยอาศัยกัน ประชาชนจะไปตรวจสอบองค์กรเหล่านี้อย่างไร
ใครไปทำผิดสักคนหนึ่งก็สามารถโยงไปโยงมา แล้วบอกว่าทั้งพรรคต้องยุบไปเลยได้ ใช้การตัดสินโดยองค์กรตามรัฐธรรมนูญที่ไม่ได้มาจากประชาชน และไม่มีความเชื่อมโยงกับประชาชนเลย ระบบพรรคการเมืองจะอ่อนแอ ระบบบัญชีรายชื่อก็จะทำให้การเลือกตั้งที่มุ่งนโยบายน้อยลง เพราะจะทำให้คนเลือกเป็นภูมิภาคมากขึ้น เลือกจากบุคคลมากขึ้น แทนที่จะเลือกที่นโยบาย เพราะฉะนั้นรัฐธรรมนูญในแง่นี้ จะทำให้ผู้แทนราษฎรมีบทบาทน้อยมาก
นอกจากนี้ยังให้มีองค์กรอิสระปฏิรูปกฎหมายในรูปขององค์กรอิสระ เช่น การปฏิรูปกระบวนการยุติธรรมจะมีองค์กรอิสระทำ แล้ว ครม.ทำอะไร ทั้งที่ประชาชนเลือกมาเป็นรัฐบาล แต่กลับมีองค์กรอิสระตั้งกันไว้หมดแล้ว สร้างกันมาโดย ส.ส.ร. การจัดงบประมาณต้องเพียงพอสำหรับรัฐสภา ศาล องค์กรตามรัฐธรรมนูญเป็นบทบังคับ มีคณะคณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน (คตง.) มากำหนดวินัยทางการเงินการคลัง และตรวจสอบหมดว่าการใช้เงินถูกต้องตามวินัยการเงินการคลังหรือไม่ ตามปกติทั่วโลกเขาถือว่าถ้าเสียภาษี ต้องมีผู้แทนราษฎรเข้าไปควบคุม แต่เวลานี้บอกว่า เสียภาษีแล้วการจะใช้เงินต้องมีองค์กรที่ไม่เกี่ยวกับประชาชนเลยมาควบคุม นี่คือผิดหลักการของรัฐธรรมนูญ
ปัญหาของรัฐบาลที่ไม่มีอำนาจคือ ความอ่อนแอ การถูกครอบงำโดยผู้มีอำนาจหรือระบบที่มีอำนาจมากกว่า และยังจะมีเงื่อนไขแวดล้อมอีก ถามว่าใครคือผู้มีอำนาจตามรัฐธรรมนูญนี้ เพราะว่าผู้แทนก็ไม่มีอำนาจ ครม.ก็ไม่มีอำนาจ
ผู้มีอำนาจมี 3 กลุ่มใหญ่ หนึ่งคือ คมช. (คณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ ) และกลไกกับบุคคลที่ คมช.ตั้งขึ้น สอง คือ ส.ว. (สมาชิกวุฒิสภา) ที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง บวกกับศาลและองค์กรตามรัฐธรรมนูญ ทั้งหมดนี้ไม่มีความเชื่อมโยงกับประชาชนเลย และสาม คือข้าราชการหรือระบบราชการ ทั้ง 3 กลุ่มใหญ่นี้คือผู้มีอำนาจอันแท้จริงในรัฐธรรมนูญนี้ ไม่ใช่ประชาชน
โดยรวมแล้วร่างรัฐธรรมนูญนี้จึงเป็นส่วนหนึ่งของกลไกอีกหลายอย่างที่จะสร้างเสริมให้เกิดความมั่นคงของระบอบเผด็จการ ระบอบอมาตยาธิปไตย ซึ่งคือข้าราชการหรือผู้ที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง มาเป็นใหญ่ในการปกครองบริหารประเทศ เป็นรัฐธรรมนูญที่ไม่ได้ส่งเสริมการปกครองในระบอบประชาธิปไตย แต่เป็นรัฐธรรมนูญที่สร้างเสริมความมั่นคงของระบอบเผด็จการและระบอบอมาตยาธิปไตยอย่างชัดเจน”
สาระสำคัญบางส่วนของจาตุรนต์ ฉายแสง
อดีตรักษาการหัวหน้าพรรคไทยรักไทย
เมื่อครั้งปราศรัยสนามหลวง เมื่อ 15 สิงหาคม 2550
ดีเบตรับ-ไม่รับร่างรัฐธรรมนูญบ้านมนังคศิลาเมื่อ 3 สิงหาคม 2550
(อ่านฉบับเต็มในภาคผนวก)
ในระหว่างที่มีการคัดค้านการผ่านร่างรัฐธรรมนูญฉบับ 2550 ก่อนมีการลงประชามติ รวมทั้งก่อนและหลังการเลือกตั้งเมื่อ 23 ธันวาคม 2550 ได้พูดไว้แล้วว่ารัฐธรรมนูญฉบับ 2550 นี้จะแสดงอิทธิฤทธิ์ที่เลวร้ายอย่างต่อเนื่อง แล้วเหตุการณ์ก็เป็นอย่างนั้นจริงๆ
รัฐบาลสมัครกับรัฐบาลสมชายล้มไปก็เพราะอิทธิฤทธิ์ของรัฐธรรมนูญฉบับ 2550 นี้เอง เป็นปัญหาทั้งเนื้อหาของรัฐธรรมนูญที่ให้อำนาจกลไกในรัฐธรรมนูญสามารถถอดถอนนายกรัฐมนตรีได้จากเรื่องไม่เป็นเรื่อง สามารถยุบพรรคการเมืองและเพิกถอนสิทธิ์กรรมการบริหารพรรคทั้งหมดจากการกระทำผิดของคนเพียงคนเดียว มีผลให้ล้มรัฐบาลได้
นอกจากนี้ยังมีปัญหาจากการที่บทเฉพาะกาลของรัฐธรรมนูญกำหนดให้กรรมการองค์กรตามรัฐธรรมนูญที่คณะรัฐประหารตั้งไว้ ยังคงทำหน้าที่ต่อมาได้จนถึงทุกวันนี้ และต่อเนื่องไปอีกหลายปี องค์กรที่ควรเป็นอิสระจึงไม่ได้เป็นอิสระ เนื่องจากมาจากผู้ยึดอำนาจซึ่งไม่เป็นกลาง ทำให้เกิดการเลือกปฏิบัติที่ไม่เป็นธรรมอย่างยิ่ง ซ้ำยังได้รับ“นิรโทษกรรม”ล่วงหน้า ไว้ตลอดอายุของรัฐธรรมนูญฉบับนี้ด้วย
ที่สำคัญคือ เนื้อหาของรัฐธรรมนูญนี้ได้นำไปสู่การล้มล้างรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง เปลี่ยนแปลงมติของประชาชนจากการเลือกตั้งทั่วไป ทำให้ได้รัฐบาลที่ประชาชนไม่ได้เลือกมา
ระบบภายใต้รัฐธรรมนูญฉบับ 2550 นี้ มีปัญหาใหญ่ที่สุดที่จะตามมาคือ ประชาชนไม่สามารถเปลี่ยนแปลงรัฐบาลได้ เพราะถ้าหากว่าประชาชนพร้อมใจกันเลือกพรรคการเมืองที่ไม่ยอมรับการสนับสนุนการยึดอำนาจที่ผ่านมา หรือไม่ยอมรับคณะผู้มีอำนาจที่ร่วมกันกำหนดความเป็นไปของบ้านเมืองในขณะนี้ พรรคการเมืองนั้นแม้ชนะการเลือกตั้ง ก็จะถูกยุบในที่สุด โดยกลไกที่รัฐธรรมนูญกำหนดไว้ให้สามารถที่จะยุบพรรคการเมืองได้โดยง่าย อันจะมีผลต่อการเปลี่ยนแปลงล้มล้างรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชนได้อีก
ความไม่เป็นประชาธิปไตยของรัฐธรรมนูญฉบับ 2550 จึงยังคงเป็นปมที่สำคัญของบ้านเมืองไทยต่อไป ทำให้การเมืองไทยไม่มีทางที่จะเกิดความสมดุลลงตัวได้ และจะทำให้การเมืองของประเทศไทยพัฒนาไปสู่ความขัดแย้งที่ตึงเครียดมากยิ่งขึ้น และในที่สุดก็อาจจะลงเอยด้วยความรุนแรง
ฉะนั้นทางออกของการเมืองไทยเพื่อให้บ้านเมืองเป็นประชาธิปไตย และเพื่อหลีกเลี่ยงความรุนแรงทั้งหลายที่อาจจะเกิดขึ้น จึงต้องแก้รัฐธรรมนูญฉบับ 2550
ในช่วงก่อนการลงประชามติ ดูเหมือนจะมีการพูดตรงๆกันว่า เมื่อรัฐธรรมนูญผ่านประชามติไปแล้ว ก็สามารถแก้ไขได้ ก่อนการเลือกตั้ง 23 ธันวาคม 2550 พรรคการเมืองต่างๆพูดเหมือนๆกันว่าจะแก้รัฐธรรมนูญ
แต่พอหลังการเลือกตั้ง พรรคพลังประชาชนซึ่งเสนอนโยบายมาตลอดว่าถ้าเป็นรัฐบาลจะแก้รัฐธรรมนูญ กลับยืดเวลาการแก้ออกไป จนในที่สุดมีกระแสต่อต้านและเกิดวิกฤตทางการเมือง ไม่สามารถแก้รัฐธรรมนูญได้ จนกระทั่งถูกยุบพรรคและพ้นจากความเป็นรัฐบาลไป เท่ากับว่าเราได้พลาดโอกาสในการแก้ไขรัฐธรรมนูญไปอย่างน่าเสียดาย
รัฐธรรมนูญนี้จะแก้ได้จริงหรือ และใครจะเป็นคนแก้ ดูจากรัฐสภาในขณะนี้แล้วก็เชื่อได้ว่ารัฐสภาชุดปัจจุบันนี้ เสียงข้างมากอยู่ที่รัฐบาล ซึ่งได้ประโยชน์เต็มๆจากรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ส.ว.ที่มาจากการสรรหาก็ได้ประโยชน์เต็มๆ จากรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ทั้ง 2 ส่วนนี้มีเสียงรวมกันอย่างท้วมท้น ย่อมไม่ต้องการให้มีการแก้รัฐธรรมนูญ ยิ่งกระแสของกลุ่มพันธมิตรฯผู้พิทักษ์ปกป้องรัฐธรรมนูญยังทรงอิทธิพลอยู่ การแก้รัฐธรรมนูญก็ยิ่งทำได้ยาก
การที่รัฐบาลปัจจุบันตั้งคณะกรรมการปฏิรูปการเมืองขึ้น ฟังจากรัฐบาลและผู้รับผิดชอบแล้ว เป็นการซื้อเวลา หวังจะลดกระแสความไม่พอใจ เพื่อยืดอายุรัฐบาลและลดกระแสการเรียกร้องให้แก้รัฐธรรมนูญ แต่ความพยายามนี้คงไม่ได้รับความร่วมมือจากพรรคการเมือง นักวิชาการและประชาชนที่ต้องการประชาธิปไตยจริงๆ คณะกรรมการนี้จึงจะประกอบด้วยคนฝ่ายเดียว ผลที่ออกมาอาจเป็นเพียงความพยายามสร้างความชอบธรรมให้กับระบบที่เป็นอยู่ แต่ก็จะไม่เป็นที่ยอมรับของสังคม
ที่หวังจะให้นำไปสู่การแก้รัฐธรรมนูญให้เป็นประชาธิปไตยนั้น เป็นไปไม่ได้เลย
ทางออกจากวิกฤตรัฐธรรมนูญความจริงก็พอมีอยู่ ไม่ใช่ไม่มีเสียเลย ดังที่เคยเสนอให้ตั้งสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ(สสร.)ขึ้นมาแก้รัฐธรรมนูญทั้งฉบับหลังจากการเลือกตั้งครั้งที่แล้วผ่านไปไม่นานนัก ต่อรัฐบาลสมชายได้กำหนดเป็นนโยบายว่าจะสนับสนุนการตั้งสสร. แต่ยังไม่ทันได้ทำอะไรรัฐบาลก็ล้มไปก่อน มาถึงวันนี้ข้อเสนอนี้ยังใช้ได้
รัฐสภาควรแก้ไขรัฐธรรมนูญมาตรา 291 เพื่อตั้งสสร.ขึ้นมาชุดหนึ่ง โดยอาจกำหนดคุณสมบัติให้เหมาะสมโดยการเลือกตั้งจากประชาชนทั่วประเทศ เมื่อได้สสร.มาแล้วให้สสร.ร่างรัฐธรรมนูญโดยรับฟังความคิดเห็นประชาชนย่างกว้างขวาง เมื่อร่างเสร็จแล้วก็ให้เสนอรัฐสภาพิจารณาเห็นชอบ หรือไม่เห็นชอบ โดยไม่มีการแก้ไข เมื่อรัฐสภาเห็นชอบแล้ว ก็ให้ประชาชนทั้งประเทศลงประชามติอีกครั้งหนึ่ง
วิธีนี้จะทำให้สามารถแก้รัฐธรรมนูญได้โดยแก้ไขปัญหาสำคัญประการหนึ่งได้ด้วย นั่นคือ การที่มีความเห็นขัดแย้งแตกต่างกันในเรื่องนี้จนกลายเป็นวิกฤตทางการเมืองกระทั่งถึงทุกวันนี้ วิธีนี้เท่ากับให้ประชาชนทั่วประเทศเป็นผู้ตัดสิน ซึ่งทุกฝ่ายควรจะยอมรับกันได้
เรื่องขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของรัฐบาลปัจจุบันเป็นสำคัญ
หากรัฐบาลไม่เห็นด้วย สิ่งที่จะตามมาก็คือ ความขัดแย้งจะดำรงอยู่ต่อไปไม่รู้จบ และอาจจะลุกลามใหญ่โตยิ่งขึ้น
แล้วจะเกิดอะไรขึ้นกับรัฐธรรมนูญฉบับนี้
ด้านหนึ่งเกิดการแก้รัฐธรรมนูญเมื่อรัฐธรรมนูญฉบับนี้แสดงอิทธิฤทธิ์มากขึ้นเรื่อยๆ จนกระทั่งประชาชนมองเห็นชัดว่า ภายใต้รัฐธรรมนูญฉบับนี้ ประชาชนไม่ใช่เจ้าของประเทศที่แท้จริง ประชาชนจะไม่สามารถกำหนดความเป็นไปของบ้านเมืองได้ เมื่อรัฐบาลที่ปกครองประเทศอยู่ไม่สามารถแก้ไขปัญหาวิกฤตเศรษฐกิจและความเดือดร้อนของประชาชนได้ ประชาชนก็จะเรียกร้องต้องการให้แก้รัฐธรรมนูญกันมากขึ้น
ยิ่งถ้าผ่านการเลือกตั้งแล้ว ประชาชนต้องการเปลี่ยนรัฐบาล แต่เมื่อเปลี่ยนแล้วก็ถูกล้มไปโดยการยุบพรรคอย่างไม่เป็นธรรมได้อีก การเรียกร้องให้แก้รัฐธรรมนูญก็อาจจะเข้มข้นขึ้นจนรัฐสภาจะต้องแก้ให้
หรือไม่สิ่งที่จะเกิดกับรัฐธรรมนูญฉบับ 2550 ก็คือ รอวันฉีกรัฐธรรมนูญ ซึ่งจะเกิดขึ้นเมื่อผู้นำเหล่าทัพกระหายอำนาจ อาศัยสถานการณ์ที่รัฐบาลอ่อนแอ บริหารประเทศไม่ได้ผล หรือมีการทุจริตกันมาก แล้วใช้เป็นข้ออ้างในการยึดอำนาจ ซึ่งก็จะต้องฉีกรัฐธรรมนูญอีกครั้งหนึ่ง
ดังนั้นถ้าต้องการได้รัฐธรรมนูญที่เป็นประชาธิปไตย สิ่งที่ฝ่ายประชาธิปไตยต้องทำก็คือ เรียกร้องรณรงค์ให้มีรัฐธรรมนูญที่เป็นประชาธิปไตย ชี้ให้เห็นโทษร้ายที่เกิดจากรัฐธรรมนูญฉบับนี้ และควรจะช่วยกันรวบรวมความรู้ความเข้าใจเพื่อทำเป็นข้อเสนอว่ารัฐธรรมนูญที่ดีควรเป็นอย่างไร เตรียมไว้ให้พร้อม ในวันหนึ่งข้างหน้าความรู้ความเข้าใจเหล่านี้จะได้นำมาใช้แน่ เพียงแต่ว่าจะนำมาใช้จากกระแสที่มีอย่างกว้างขวาง เรียกร้องกดดันให้มีการแก้รัฐธรรมนูญ หรือมาจากการยึดอำนาจ ฉีกรัฐธรรมนูญ ซึ่งมีความเป็นไปได้มากกว่า แต่ในที่สุดก็จะถูกกระแสของประชาชนกดดันให้มีรัฐธรรมนูญที่เป็นประชาธิปไตยเกิดขึ้นจนได้
ไม่ว่าจะเกิดอะไรกับรัฐธรรมนูญฉบับนี้ก็ตาม ในที่สุดสังคมไทยก็มีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องยกเลิกรัฐธรรมนูญที่เป็นเผด็จการฉบับนี้ และยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่เป็นประชาธิปไตย โดยที่เนื้อหาสาระสำคัญนำมาจากรัฐธรรมนูญฉบับ 2540
แต่สังคมก็ต้องเรียนรู้และพัฒนาความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับรัฐธรรมนูญที่ดี ที่เป็นประชาธิปไตยเตรียมไว้ให้พร้อม รวมทั้งผลักดันให้เกิดความเข้าใจว่า บ้านเมืองที่เป็นประชาธิปไตยจะต้องมีรัฐธรรมนูญที่เป็นประชาธิปไตยเกิดขึ้นให้จงได้
------------------
จาตุรนต์ ฉายแสง : จับประเด็น ตอบคำถาม ทำไมต้องเดินหน้าแก้รัฐธรรมนูญ
1) เหตุใดจึงต้องแก้รัฐธรรมนูญ
รัฐธรรมนูญฉบับนี้มีความไม่ชอบธรรมและมีปัญหาทั้งที่มาและเนื้อหา
รัฐธรรมนูญฉบับนี้มีที่มาจากการรัฐประหาร ถือได้ว่าคณะรัฐประหารเป็นผู้ร่างขึ้น รัฐธรรมนูญฉบับนี้ยังได้รับรองการรัฐประหารด้วย การคงใช้รัฐธรรมนูญฉบับนี้ต่อไปทั้งที่มีรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งแล้ว ในสายตาของอารยประเทศเขาถือเป็นเรื่องแปลกประหลาดที่รัฐบาลและรัฐสภาที่มาจากการเลือกตั้งกลับยอมรับกฎกติกาที่พวกเผด็จการสร้างไว้
ในส่วนของเนื้อหา รัฐธรรมนูญฉบับนี้มีเนื้อหาที่ไม่เป็นประชาธิปไตยและขัดต่อหลักนิติธรรมคือให้องค์กรที่มาจากการแต่งตั้งโดยคณะรัฐประหารหรือผ่านความเห็นชอบมาจากคณะรัฐประหารสามารถล้มรัฐบาล คนไม่กี่คนที่ไม่เชื่อมโยงกับประชาชนเลยสามารถหักล้างมติของประชาชนทั้งประเทศได้ การตรวจสอบ ควบคุมและถอดถอนฝ่ายนิติบัญญัติและฝ่ายบริหารรวมทั้งข้าราชการระดับสูงทำโดยองค์กรที่ขาดความชอบธรรมและสามารถเลือกปฏิบัติโดยปราศจากการตรวจสอบถ่วงดุลนอกจากนี้ยังมีประเด็นอื่นๆที่เป็นปัญหาอีกมาก
เมื่อใช้รัฐธรรมนูญนี้มาระยะหนึ่งก็พิสูจน์แล้วว่าทำให้ประเทศไม่มีเสถียรภาพทางการเมือง ใครมาเป็นรัฐบาลก็ไม่มีเสถียรภาพและไม่สามารถบริหารประเทศได้อย่างมีประสิทธิภาพ พรรคการเมืองและระบบพรรคการเมืองถูกทำลายให้อ่อนแอลงอย่างมาก ความไม่เป็นประชาธิปไตยและขัดต่อหลักนิติธรรมของรัฐธรรมนูญฉบับนี้ยังเป็นต้นเหตุสำคัญให้เกิดความขัดแย้งอย่างรุนแรงในสังคมไทยที่นับวันจะหนักหนายิ่งขึ้นทำให้ประเทศไทยเสียโอกาสในการพัฒนา ประชาชนเสียประโยชน์ทั้งๆที่ประเทศไทยอยู่ในจุดที่มีภูมิรัฐศาสตร์ที่เอื้ออำนวย มีโครงสร้างพื้นฐานในด้านต่างๆที่พัฒนาก้าวหน้ากว่าประเทศเพื่อนบ้านหลายประเทศ แต่ต้องกลับมาติดหล่มความขัดแย้งและยังขาดความน่าเชื่อถือจากนานาประเทศโดยเฉพาะในระบบความยุติธรรมและความไม่มีเสถียรภาพ ทำให้ความสนใจที่เขาจะมาลงทุนหรือทำมาค้าขายด้วยน้อยลงไปอย่างมาก
2) กระบวนการแก้รัฐธรรมนูญควรเป็นอย่างไร
ตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญฉบับนี้กำหนดให้อำนาจในการแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นของรัฐสภา ผู้ที่สามารถเสนอร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญมี 3 ฝ่ายคือคณะรัฐมนตรี สมาชิกรัฐสภา หรือประชาชนแล้วให้รัฐสภาเป็นผู้พิจารณาแล้วลงมติเห็นชอบหรือไม่เห็นชอบ เพราะฉะนั้นจะใช้วิธีนี้ก็ได้ แต่ที่ผ่านมาเมื่อมีการเสนอแก้รัฐธรรมนูญโดยรัฐสภาเองก็มีการคัดค้านกันมากว่าจะแก้เพื่อประโยชน์ของสมาชิกรัฐสภาเอง พอคนคิดกันอย่างนี้มากๆเข้าก็ทำให้แก้โดยวิธีนี้จะสำเร็จได้ยาก เป็นที่มาของการมีสสร.ขึ้น นอกจากนั้นก็มีการเสนอว่าหลังจากร่างเส็จแล้วควรให้มีการลงประชามติเพื่อให้ประชาชนทั้งประเทศตัดสินเป็นขั้นตอนสุดท้าย
การจะมีสสร.และการลงประชามตินี้รัฐธรรมนูญไม่ได้กำหนดไว้ ดังนั้นถ้าจะให้มีขึ้นจึงต้องมีการแก้รัฐธรรมนูญมาตรา 291 ซึ่งเป็นมาตราว่าด้วยการแก้รัฐธรรมนูญเสียก่อน
3) สสร.ควรมีที่มาและองค์ประกอบอย่างไร
ที่ผ่านมาเคยมีสสร.มาแล้วอย่างน้อย 2 ครั้ง ในปี 40 ให้ผู้สมัครในแต่ละจังหวัดเลือกกันเองให้เหลือ 10 คน แล้วให้รัฐสภาเลือกให้เหลือจังหวัดละคน ส่วนผู้ทรงคุณวุฒิก็ให้วงการวิชาการสรรหากันมาแล้วให้รัฐสภาเลือก ส่วนในการร่างรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันสสร.มาจากการสรรหาแล้วให้คมช.เลือก ครั้งนี้จะใช้วิธีการอย่าง 2 ครั้งก่อนคงไม่ได้ แบบคมช.นั้นเป็นเผด็จการเต็มที่ ส่วนแบบปี 40 ก็อาจยังไม่เป็นที่ยอมรับเพียงพอ เมื่อการเมืองแบ่งฝักแบ่งฝ่ายกันมาก การให้ประชาชนทั้งประเทศเป็นคนตัดสินจะช่วยแก้ปัญหาได้ดีที่สุด ดังนั้นสสร.จึงควรจะมาจากการเลือกตั้งโดยประชาชน
สสร.ควรมีจำนวนเท่าไหร่นั้นย่อมขึ้นกับภารกิจที่จะมาทำคือการร่างรัฐธรรมนูญ น้อยไปก็ไม่ได้ มากไปก็ไม่ดี
จะมาจากจังหวัดละคนหรือจะเป็นสัดส่วนกับประชากร เป็นเรื่องที่หารือกันได้ในขั้นตอนต่อไป
สำหรับผู้ทรงคุณวุฒิที่จะมาช่วยยกร่างนั้นอาจให้วงการวิชาการเสนอมาหรือสมัครมาเองแล้วให้รัฐสภาเลือกหรือจะให้สสร.เลือกอีกทีก็ได้ บางคนเสนอให้สมัครกันเองแล้วให้ประชาชนทั้งประเทศเลือกโดยตรงไปเลย ก็มีข้อดีข้อเสียต่างกันไป เรื่องเหล่านี้หารือกันคงมีข้อยุติที่ดีได้
4) ทำไมต้องมีการลงประชามติ การลงประชามติควรมีก่อนหรือหลังการยกร่าง
การลงประชามติเป็นเรื่องจำเป็นทำให้รัฐธรรมนูญใหม่มีความขอบธรรม คนที่ไม่เห็นด้วยก็มีโอกาสล้มร่างนั้นเสียก็ได้ หากคนส่วนใหญ่ไม่เห็นด้วยร่างนั้นก็ต้องตกไป ถ้าเห็นด้วยก็ผ่าน แล้วใครจะมาฉีกก็จะยาก คนส่วนใหญ่จะไม่ยอม
การลงประชามติก่อนยกร่างนั้นมีปัญหาว่าจะถามว่าอย่างไร ถามว่าแก้หรือไม่นั้นไม่มีความหมาย เพราะไม่มีใครรู้ว่าจะแก้มากหรือน้อยในเรื่องอะไร ถ้าออกมาว่าไม่ให้แก้ก็จะขัดกับรัฐธรรมนูญปัจจุบันที่บอกว่าแก้ได้ จะกลายเป็นว่าต่อไปใครก็แก้รัฐธรรมนูญไม่ได้อีกเลยหรือ การลงประชามติก่อนยกร่างจึงไม่เป็นประโยชน์ เป็นการสูญเปล่า
ที่ควรให้ความสำคัญสำหรับการลงประชามติคือ ต้องให้ประชาชนได้รับรู้ข้อมูลข่าวสารตลอดจนความคิดเห็นของทุกฝ่ายอย่างกว้างขวาง ต้องให้เป็นกระบวนการที่เป็นประชาธิปไตยจริงๆ ต้องเปิดโอกาส ส่งเสริมให้มีการรณรงค์ได้อย่างเสรี จัดเวลาให้แต่ละฝ่ายได้แสดงความเห็นต่อสาธารณชนได้เต็มที่และเท่าเทียมกันให้มากที่สุด อย่าทำเหมือนการลงประชามติรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันที่ทำแบบมัดมือชกฝ่ายเดียว ไม่อนุญาตให้ฝ่ายที่ไม่เห็นด้วยได้มีโอกาสสื่อสารกับประชาชน ขณะนั้นยังคงใช้กฎอัยการศึกในหลายสิบจังหวัด ใครไม่เห็นด้วยก็จับไปขังในค่ายทหาร ปล่อยให้พูดได้อยู่ฝ่ายเดียว และยังออกกติกาด้วยว่าถ้าไม่ผ่านก็ให้คมช.นำรัฐธรรมนูญฉบับไหนมาใช้ก็ได้ตามใจชอบ การลงประชามติอย่างนั้นเป็นเรื่องลวงโลก รัฐบาลนี้ไม่ควรทำอย่างนั้นอีก
5) ควรแก้รัฐธรรมนูญในประเด็นอะไร มาตราใดบ้าง
รัฐธรรมนูญฉบับนี้มีปัญหาสำคัญๆจำนวนมากที่ต้องแก้ ถึงได้เรียกกันว่าต้องยกร่างกันใหม่ แต่เมื่อจะแก้หรือยกร่างใหม่โดยสสร.ก็คงต้องช่วยกันให้แก้มาตรา 291 ให้สำเร็จเสียก่อนแล้วค่อยมาว่ากันที่เนื้อหาสาระที่จะแก้ ถึงตอนนั้นควรเปิดโอกาสให้ทุกฝ่ายเสนอความเห็นกันได้เต็มที่
6) ใครควรเป็นผู้เสนอแก้มาตรา 291
เท่าที่เป็นข่าว ขณะนี้ประชาชนกำลังรวบรวมรายชื่อกันอยู่ใกล้จะยื่นได้แล้ว นี่ก็เป็นสิทธิอันชอบธรรมของประชาชน นอกจากนี้เข้าใจว่าสส.ฝ่ายรัฐบาลก็เตรียมเสนอร่างเช่นกัน ก็สอดคล้องกับที่พรรคเพื่อไทยเคยหาเสียงไว้ตอนเลือกตั้ง ก็เหลือแต่รัฐบาล เมื่อมาถึงขั้นนี้แล้วรัฐบาลก็คงต้องเสนอด้วยเพราะรัฐบาลก็แถลงนโยบายไว้ว่าจะแก้ แถมยังแถลงไว้เป็นนโยบายเร่งด่วนที่จะทำใน 1 ปีด้วย นอกจากนี้เมื่อปรากฏว่าประชาชนเห็นต่างกันในเรื่องเนื้อหาสาระของรัฐธรรมนูญ ก็ชอบแล้วที่รัฐบาลจะหาทางออกให้สังคมด้วยการให้มีสสร.ที่มาจากประชาชนมาร่างแล้วให้ประชาชนตัดสินด้วยการลงประชามติเท่ากับรัฐบาลกำลังช่วยหาทางออกให้กับสังคม
7) จะแก้เมื่อไหร่ดี
ยิ่งเร็วเท่าไหร่ยิ่งดี ขณะนี้ความจริงก็ช้าไปบ้างแล้ว แต่ก็ยังไม่สายไป ถ้าจะให้ทันกำหนดหนึ่งปีก็คงต้องเริ่มในเร็วๆนี้จะได้แก้มาตรา 291 ได้ทันในสมัยประชุมนิติบัญญัติ มิฉะนั้นจะไปติดช่วงปิดสมัยประชุม เปิดอีกทีก็สิงหาคมก็ไม่ทันกำหนดแล้ว
ที่ว่าทำใน 1 ปีนั้นไม่ได้หมายความว่าต้องเสร็จทั้งฉบับ แต่ควรจะแก้มาตรา 291ให้เสร็จ เมื่อแก้มาตรา 291 แล้วยังต้องเลือกสสร. ต้องยกร่างแล้วยังต้องทำประชามติ ยังต้องใช้เวลาอีกเป็นปี
8) มีข้อโต้แย้งว่าการแก้รัฐธรรมนูญจะทำให้เกิดความขัดแย้ง
ก็จริง การแก้รัฐธรรมนูญย่อมทำให้เกิดการต่อต้านคัดค้าน จนอาจเกิดความรุนแรง ก็ต้องดูว่าการคัดค้านนั้นมีเหตุผลหรือไม่ ใช้วิธีการที่ถูกต้องหรือไม่และมีทางออกที่คนส่วนใหญ่ยอมรับได้หรือไม่ ป้องกันหรือลดความขัดแย้งหรือความรุนแรงได้หรือไม่ การให้มีสสร.และการลงประชามติน่าจะช่วยลดปัญหานี้ได้มาก
แต่ไม่แก้ก็ขัดแย้ง สังคมไทยอยู่กับความขัดแย้งมาหลายปีแล้ว ขณะนี้ก็ยังขัดแย้งกันอยู่ ยิ่งใช้รัฐธรรมนูญฉบับนี้ต่อไปนานเท่าใดก็จะยิ่งมีความขัดแย้งมากขึ้น การที่มีความพยายามที่จะปรองดองเป็นเรื่องดีและคงช่วยลดความขัดแย้งได้บ้าง แต่ถ้าไม่แก้รัฐธรรมนูญที่เป็นต้นเหตุสำคัญของความขัดแย้ง การปรองดองที่เป็นจริงก็ไม่อาจเกิดขึ้นได้ ก็ยังจะขัดแย้งไม่จบสิ้นและรุนแรงกว่าเดิม การแก้รัฐธรรมนูญให้เป็นประชาธิปไตยและเป็นธรรมและให้เป็นที่ยอมรับของคนส่วนใหญ่ความจริงแล้วคือการแก้ปัญหาความขัดแย้งของสังคมไทยในระยะยาว เมื่อแก้แล้วก็มารณรงค์กันให้สังคมไทยมีค่านิยมที่ยอมรับกติกา แก้ปัญหาการมีความคิดที่แตกต่างกันที่ยังมีอยู่ตลอดไปด้วยด้วยสันติวิธีในระบบกติกาที่เป็นธรรม
9) ข้อกล่าวหาว่าแก้เพื่อคนๆเดียว
เหตุผลสำคัญที่มักใช้ในการต่อต้านขัดขวางการแก้รัฐธรรมนูญก็คือการทำเพื่อคนๆเดียว ทั้งๆที่ความจริงแล้วการมุ่งทำลายคนๆเดียวต่างหากที่เป็นต้นเหตุให้ประชาธิปไตยและระบบยุติธรรมของประเทศนี้ต้องถูกทำลายเสียจนยับเยินอย่างทุกวันนี้ อย่างไรก็ตามหากรัฐบาลหรือรัฐสภาจะแก้รัฐธรรมนูญเองทั้งหมดคงหลีกเลี่ยงข้อกล่าวหานี้ได้ยาก ถึงไม่ได้ตั้งใจทำเพื่อคนๆเดียวเขาก็หาเรื่องได้อยู่ดี ดังนั้นการที่สสร.ที่มาจากประชาชนจะเป็นคนร่าง แล้วยังให้ประชาชนทั้งประเทศลงประชามติได้อีกซึ่งเท่ากับว่าไม่มีใครกำหนดอะไรได้ จึงเป็นวิธีที่จะทำให้ข้อกล่าวหาที่ว่าทำเพื่อคนๆเดียวก็คงไม่มีน้ำหนักต่อไป
0000000000
สวัสดีทุกท่านครับ
วันนี้อยู่แปดริ้วครับ เมื่อเช้าไปร่วมประชุมกับทางจังหวัดและประชาชนในพื้นที่น้ำท่วมที่ศาลากลางจังหวัดมาครับ
ที่ไปร่วมประชุมไปในฐานะพลเมืองดีครับ เดิมทีจะหารือระหว่างชาวบ้านกับชลประทาน แต่ผู้ว่าทราบเข้าก็เลยเชิญหลายฝ่ายมาร่วมประชุมด้วย
ก็ได้ผลดีพอสมควร ชาวบ้านสะท้อนปัญหาและมีข้อเสนอแนะหลายอย่างที่เป็นประโยชน์ หลายเรื่องคงทำได้เลย บางเรื่องอาจยากหน่อยแต่ก็ต้องลุ้นกันต่อ
ข้อสรุปคือชลประทานและจังหวัดจะรับไปทำแผนเพิ่มเติมเพื่อดันน้ำไปลงบางปะกงและทะเลให้มากและเร็วขึ้นช่วยทั้งชาวกทม.แปดริ้วและสมุทรปราการ
แต่ถ้าจะทำให้ได้ผลจริงจังจะต้องดันน้ำหลายจุดตลอดสายซึ่งต้องใช้เครื่องมือมาก
ชาวบ้านขอให้ดูแลเรื่องการเยียวยาระหว่างน้ำยังไม่ลดซึ่งอาจกินเวลาอีกเป็นเดือนๆรวมทั้งการหาอาชีพหรือทำให้มีรายได้
มีการเสนอกั้นคันดินริมคลองแล้วสูบน้ำในนาออกเพื่อให้ทำนากันได้ซึงบางพื้นที่ทำสำเร็จมาแล้วเช่นที่อำเภอบางน้ำเปรี้ยว
มีการเสนอให้กู้โรงเรียนและสถานที่สาธารณะเพื่อให้ใช้การได้โดยไม่ต้องรอน้ำลดหรือแห้งเสียก่อน คาดว่าคงทำได้ก่อนกำหนดเปิดเรียน 15 พ.ย.นี้
นอกนั้นก็มีการเสนอให้ซ่อมแซมทางเข้า ออกหมู่บ้าน ชุมชนที่ไม่ใช้งบมากนักเพื่อลดความเดือดร้อนระหว่างน้ำยังท่วมอยู่
ส่วนเรื่องแม่น้ำบางปะกงมีน้ำเสียลงไปมาก มีการเสนอให้ปล่อยน้ำจากระบบลงมาช่วย ส่วนปัญหาน้ำจืดลงทะเลมาก คงยังไม่มีทางแก้
จากผลการประชุมที่เล่ามานี้ ความจริงก็ไม่ใช่เรื่องพิเศษอะไร เพียงแต่มีแนวคิดว่าควรดูแลให้ประชาชนอยู่กับน้ำได้โดยลดความเดือดร้อนให้ดีที่สุด
เมื่อสักครู่ได้มีโอกาสพูดโทรศัพท์กับผอ.รร.วัดสิงห์ บางบอนว่าที่ไปหารือกันไว้เรื่องการตั้งศูนย์พักพิงและประสานงาน ตอนนี้เปิดให้บริการแล้ว
ที่รร.วัดสิงห์นี้น้ำท่วมโดยรอบ แต่รร.ไม่ท่วมเปิดบริการเป็นที่พักพิงคนได้ 200 คน บริการอาหารคนแถวนั้นได้อีก 300 คน มีเรือบริการด้วย
มีคณะกรรมการที่มาจากชุมชนร่วมกับทางรร.ช่วยกันบริหารดูแล ทำมาได้ 2-3 วันมีทางอาชีวะมาช่วยเรื่องอาหารและหน่วยงานอื่นก็เข้ามาช่วย
นี่เป็นการใช้แนวความคิดว่าควรมีศูนย์ดูแลประชาชนที่อยู่กับน้ำร่วมกับประชาชน โดยให้ประชาชนมามีส่วนร่วมซึ่งสามารถเกิดได้และได้ผลอย่างรวดเร็ว
ทราบจากผอ.รร.วัดสิงห์ว่าโรงเรียนในละแวกนั้นก็กำลังทำอย่างเดียวกัน ถ้าทำกันมากๆจริงๆก็จะดูแลคนได้มาก
ทราบว่าทางมหาดไทยกำลังประสานกับกระทรวงศึกษาเพื่อจะเพิ่มศูนย์ขึ้นอีก หวังว่าคงไม่ติดขัดเรื่องงบประมาณและคงจะได้รับการสนับสนุนจากฝ่ายต่างๆ
อยากเสนอให้ผู้ที่ต้องการช่วยผู้ประสบภัยได้ส่งเสริมการทำงานในลักษณะนี้ซึ่งจะดูแลคนได้ทั่วถึงและมีประสิทธิภาพด้วยการสนับสนุนไปที่ศูนย์ดังกล่าว
วันจันทร์หรือวันอังคารนี้ผมจะชวนเพื่อนๆไปเยี่ยมศูนย์ลักษณะนี้สักแห่งสองแห่งแล้วจะมาเล่าให้ฟังกันครับ
ปิดท้ายช่วงนี้ด้วยการย้ำว่าถึงแม้สถานการณ์โดยรวมจะดีขึ้นๆ แต่ยังมีคนอีกเป็นล้านที่ยังอยู่กับน้ำและอาจต้องอยู่ต่อไปอีกเป็นเดือน
ช่วงนี้ขอพักแค่นี้ก่อนครับ สวัสดีครับ
จาตุรนต์ : แจงกรณีข่าวเปลี่ยนนายกรัฐมนตรี
http://twitter.com/#!/chaturon 8 พฤศจิกายน 2554
นายจาตุรนต์ ฉายแสง อดีตรักษาการหัวหน้าพรรคไทยรักไทย หนึ่งในสมาชิกบ้านเลขที่ 111 ได้ทวิตข้อความผ่านทวิตเตอร์กระแสข่าวเปลี่ยนแปลงนายกรัฐมนตรีว่า หายไป 2-3 วันเพราะหามุมพูดไม่ค่อยถนัด ก็เลยไปหาอะไรทำที่จะพอเป็นประโยชน์บ้างคือไปดูการระบายน้ำที่ฉะเชิงเทรา หารือกับผู้เกี่ยวข้องในการช่วยคนอยู่กับน้ำ
ล่าสุดเพิ่งกลับจากไปดูน้ำแถวบางบอน หนองแขม ไปคุยกับประชาชนและโรงเรียน แล้วได้ไปเยี่ยมโรงพยาบาลเอกชนวิชัยเวชที่เขตหนองแขม ได้ไอเดียดีๆมาบ้าง
ที่ได้แนวความคิดมาคือ ยังสามารถอาศัยโรงเรียน วัดหรือแม้แต่โรงพยาบาลเอกชนร่วมกับชุมชนจัดตั้งศูนย์พักพิงหรือศูนย์ประสานงานช่วยเหลือประชาชนได้อีกมาก
กำลังรวบรวมข้อมูลเสนอผู้เกี่ยวข้องเพื่อนำไปพัฒนาต่อ ที่ทำนี้เป็นไปตามที่ท่านนายกฯฝากการบ้านหลายๆฝ่ายว่า รัฐบาลจะเสริมกรุงเทพมหานครในการช่วยคนกรุงเทพฯได้อย่างไร
เห็นข่าวเรื่อง 111 คิดจะเปลี่ยนนายกฯมา 2 วันแล้วไม่ได้แสดงความเห็นอะไรเพราะไม่เห็นที่มาที่ไป ไม่นึกว่าจะเป็นประเด็นใหญ่
มาวันนี้เห็นเป็นข่าวกว้างขึ้นมาก เพราะมีสื่อไปถามท่านนายกฯ และมีคอลัมนิสต์เขียนถึงเรื่องนี้กันไม่น้อย คงต้องขอชี้แจงบ้างอาจจะเป็นประโยชน์บ้าง
111 ที่หารือร่วมงานกันอยู่ หรือพอติดต่อได้ไม่มีใครคิดหรือหยิบยกประเด็นเรื่องการเปลี่ยนนายกฯเลยสักคน ผมจึงยังนึกไม่ออกว่าจะมี 111 ส่วนไหน
ส่วนที่หารือร่วมงานกันอยู่ หรือบางส่วนแยกกันทำ ช่วงนี้ก็ไม่ค่อยได้ทำงานอื่นนอกจากช่วยท่านนายกฯกับรัฐบาลคิดและทำเกี่ยวกับการแก้ปัญหาน้ำท่วม
สิ่งที่ 111 พยายามทำอยู่นั้นได้พยายามหลีกเลี่ยงประเด็นการเมืองให้มากที่สุดและทำเรื่องที่ถนัดคือ ความรวบรวมความคิดประสบการณ์ในการแก้ปัญหาบ้านเมืองมาใช้ประโยชน์
ส่วนข่าวที่ว่า 111 คิดเปลี่ยนนายกฯนั้นเท่าที่ดูก็เห็นว่ามาจากหนังสือพิมพ์ 1 - 2 ฉบับที่เสนอข่าวนี้โดยไม่ระบุแหล่งข่าวแต่อ้างว่ามีรายงานข่าว
พอเสนอข่าวแบบกุข่าวหรือแต่งเรื่องขึ้นเองแล้ว สื่อที่สงสัยก็ย่อมไปถามผู้เกี่ยวข้องเช่นท่านนายกฯ ซึ่งก็ต้องตอบและก็เลยเป็นข่าวกว้างออกไปอีก
เรื่องนี้ก็คล้ายๆกับเรื่องที่บอกว่ามีการวิเคราะห์ในกองทัพถึงความผิดพลาดของรัฐบาลในการแก้ปัญหาน้ำท่วมซึ่งก็อ้างแหล่งข่าวเช่นกัน
ดูพฤติกรรมแล้วจึงเป็นลักษณะที่แสดงว่ามีความพยายามที่จะยุให้มีความแตกแยกเกิดขึ้นทั้งระหว่างรัฐบาลกับกองทัพและนายกฯกับ 111 โดยใช้สื่อบางค่าย
สื่อบางค่ายที่ว่านี้ถนัดในการสร้างข่าวสร้างประเด็นและพร้อมขยายความเพราะถนัดมาตั้งแต่สมัยที่ล้มรัฐบาลไทยรักไทยอยู่แล้วด้วย
ถ้าดูสื่อที่โหมกระหน่ำรัฐบาลแบบไม่ลืมหูลืมตาก็จะพบว่าเป็นค่ายเดิมที่เคยล้มรัฐบาลมาตั้งแต่สมัยไทยรักไทยนั่นเองประสานกับเครือข่ายเดิมๆ
ที่เห็นกระตือรือร้นมากเป็นพิเศษก็หนีไม่พ้นพรรคประชาธิปัตย์เจ้าเก่าอีกนั่นเอง
ที่ผมพูดนี้ไม่ได้หมายความว่าจะไม่ให้ฝ่ายค้านวิจารณ์หรือทำหน้าที่ในการตรวจสอบรัฐบาลหรือห้ามสื่อเสนอข่าวที่เป็นประโยชน์ต่อประชาชน
เพียงแต่ว่าการที่ฝ่ายค้านทำเหมือนกับว่าอะไรก็จะต้องนำไปสู่การเปลี่ยนรัฐบาลหรือเปลี่ยนนายกฯไปเสียหมดก็ดูจะง่ายไปหน่อย เอาแต่ได้ไปหน่อย
ส่วนสื่อที่ตั้งป้อมโจมตีรัฐบาลก็ย่อมเป็นสิทธิที่จะทำได้ แต่ก็ควรต้องมีจรรยาบรรณในการเสนอข่าว ไม่ใช่เขียนขึ้นเอง เต้าข่าวขึ้นเอง
ที่ผมพูดมานี้ไม่ได้กำลังแก้ตัวให้รัฐบาลและไม่ได้บอกว่ารัฐบาลดีเลิศประเสริฐศรี แต่กำลังบอกว่าที่มีการเสนอข่าวบางเรื่องนั้นไม่เป็นความจริง
สำหรับท่านที่ต้องการวิพากษ์วิจารณ์หรือเสนอความเห็นต่อรัฐบาลเกี่ยวกับการแก้ปัญหาน้ำท่วม นอกจากเป็นสิทธิแล้วผมยังคิดว่ารัฐบาลควรรับฟังด้วย
0000000
สวัสดีครับทุกท่าน
เห็นว่ามีข่าวนสพ.และการแสดงความเห็นวิพากษ์วิจารณ์มีการขัดขวางการระบายน้ำไปทางฉะเชิงเทรา พาดพิงให้คิดไปได้ว่าเป็นการขัดขวางของนักการเมืองภาคตะวันออก ผมขอชี้แจงว่าไม่เป็นความจริงแม้แต่น้อย
หลายวันที่ผ่านมาทั้งน้องสาวผมคือ คุณฐิติมา และผมได้พยายามเต็มที่ในการประสานกับจังหวัดฉะเชิงเทรา กรมชลประทานและรมต.เกษตรในการเตรียมสูบน้ำลงบางปะกง
ทราบว่าเครื่องดันน้ำและเครื่องสูบไม่พอก็พยายามประสานเต็มที่เพื่อขอให้ส่งไป จะได้ช่วยระบายลงแม่น้ำบางปะกงออกทะเลได้เร็วขึ้น
ผมโทรหาผู้ว่า รองผู้ว่าฉะเชิงเทราอยู่บ่อยๆ เพื่อถามว่าน้ำไปถึงฉะเชิงเทราส่วนที่จะระบายต่อลงแม่น้ำหรือทะเลแล้วหรือยัง แต่ทราบว่าน้ำยังไปไม่ถึง
ได้ถามฝ่ายที่พยายามระบายไปก็ทราบว่าการระบายทำได้ยากเพราะผ่านที่สูงและเครื่องมือมีน้อยมีอุปสรรคต่างๆอีกด้วย น้ำจึงไม่ไปถึงเท่าที่ควร
ชาวฉะเชิงเทราทราบดีว่าเป็นทางผ่านและสามารถช่วยระบายเพื่อลดความเดือดร้อนให้คนกทม.ได้บ้าง ก็รอน้ำกันอยู่ รู้ว่าเวลาน้ำผ่านแล้วล้นคลองท่วมเขา
ถ้าระบายไปเร็ว ออกทะเลเร็วเรื่องทั้งหมดก็จบเร็ว คนฉะเชิงเทราและสมุทรปราการเป็นจังหวัดสุดท้ายของระบบน้ำนี้ จะต้องอยู่กับปัญหาน้ำท่วมจนจบ
เพียงแต่ว่าชาวฉะเชิงเทราและสมุทรปราการเขาขอให้มีเครื่องดันน้ำและเครื่องสูบน้ำไปให้ใช้มากๆจะได้เร็วและระหว่างระบายก็จะได้ไม่ท่วมพวกเขามากนัก แต่ขณะนี้เครื่องดันน้ำก็ยังน้อยและที่น้อยมากคือเครื่องสูบน้ำและประสิทธิภาพต่ำ การผันน้ำไปทางตะวันออกที่จะส่งไปลงแม่น้ำบางปะกงและบางส่วนลงทะเลนั้น หากทำเสริมกันอีกได้เต็มที่จะทำให้ระบายได้มากกว่าที่ผ่านมาหรือมากกว่าที่เป็นอยู่อีกประมาณวันละ 20-25 ลบ. ม. ซึ่งก็จะช่วยระบายน้ำเป็นพันๆล้านลบ.ม.ได้บ้าง
ทั้งหมดนี้ชาวฉะเชิงเทราพร้อมช่วยอยู่ นักการเมืองภาคตะวันออกก็พยายามประสานเพื่อช่วยอยู่ ไม่มีใครขัดขวางการระลายน้ำไปฉะเชิงเทราอย่างที่เข้าใจผิดและลือกันอยู่แม้แต่น้อย
สวัสดีครับทุกท่าน
บ่ายนี้มีโอกาสติดสอยห้อยตามผู้ที่มีหน้าที่ เขาไปบินวนดูสภาพน้ำท่วมรอบๆกรุงเทพฯมา เสียดายยังเอารูปที่ถ่ายลงคอมฯไม่เป็น ใช้เล่าไปก่อนละกันครับ
ทางเหนือของกทม.เห็นน้ำยังอยู่อีกเยอะมากและดูทิศทางที่ไหลก็ไหลลงสู่กรุงเทพฯแทบทั้งนั้น ส่วยคลองประปายังน่าเป็นห่วงเพราะยังมีคันรั่วและคันบาง
เพราะฉะนั้นปัญหาจากน้ำบนบกจากด้านเหนือของกทม.ยังเป็นปัญหาใหญ่ ต้องดูว่าจะระบายออกข้างลงสู่แม่น้ำให้เร็วได้แค่ไหน ถ้าได้ช้าและน้อย ยังอ่วมอีก
ส่วนที่น่าเป็นห่วงมากอีกส่วนหนึ่งคือฝั่งธนฯทั้งแถบและนครปฐมซึ่งก็เจอกับมวลน้ำเยอะมากที่ยังจะลงไปข้างล่างเพิ่มขึ้นอีกอย่างรวดเร็ว
ฝั่งธนฯที่ท่วมแล้วแถวทวีวัฒนา มหาสวัสดิ์ ภาษีเจริญบางส่วนหนักมากทั้งนั้น หาบ้านที่น้ำไม่ท่วมไม่ค่อยมี เห็นแต่น้ำทั่วไปหมด ไม่ใช่แค่ริมคลอง
จากภาษีเจริญลงไปจากนี้คงจะหนักมากๆแน่เพราะเป็นที่ต่ำและอยู่ในเส้นทางน้ำ นอกจากน้ำมากแล้วอาจจะไปเร็วและลึก ใครมีญาติมีเพื่อนทางนั้นช่วยแจ้ง
ทางฝั่งธนฯคงจะลำบากอีกนานเพราะไม่มีระบบระบายน้ำให้พ้นพื้นที่ลงแม่น้ำลงทะเล เหมือนด้านในของกทม. หลายฝ่ายคงต้องเตรียมรับมือและปชช.ต้องเตรียมใจ
นอกนั้นก็เป็นทางนครปฐมฯซึ่งน้ำก็ไปเร็วและมาก ใครที่อยู่ในเส้นทางไม่ควรประมาทอย่างยิ่ง น้ำทางตะวันตกของกทม.มีมากและเคลื่อนตัวเร็ว
พื้นที่ด้านตะวันตกของกทม.ที่ผมไปดูมานี้ควรจะต้องเตือนภัยให้เข้มขึ้นและให้คนเตรียมตัวล่วงหน้ามากขึ้น มิฉะนั้นจะเสียหายกันอีกมาก เตรียมไม่ทัน
อยากเสนอว่าการเตือนภัยสำหรับชาวกทม.ทุกส่วนรวมทั้งจังหวัดข้างเคียงที่อยู่ในเส้นทางน้ำหรือริมน้ำควรเตือนล่วงหน้านานกว่านี้ จะเสียหายน้อยลง
ส่วนปัญหาที่คลองประปา ยังวางใจไม่ได้เลยต้องช่วยกันดูแลให้ดีและถ้าปัญหาใหญ่ขึ้นก็คงต้องให้ประชาชนทราบว่าจะเกิดอะไรตามมา
พรุ่งนี้จะพยายามเอารูปบางส่วนลงให้ดูกันครับ อย่างน้อยจะได้เรียนวิธีเอารูปจากกล้องมาให้ดูกันด้วยและน่าจะช่วยให้เห็นภาพได้บ้าง
วันนี้คงขอพักแค่นี้ก่อนครับ สวัสดีทุกท่านครับ
โจทย์ของผมที่จะพูดวันนี้คือจะช่วยกันลดความเดือดร้อนเสียหายในเรื่องใหญ่ๆให้ดีที่สุดได้อย่างไร จะป็นการเสนอต่อประชาชนและภาคเอกชนครับ ปัญหาใหญ่หลวงที่เรากำลังเผชิญอยู่แบ่งได้เป็น 2 ส่วนคือ หนึ่ง ประชาชนที่กำลังจะถูกน้ำท่วมซึ่งยังมีอีกมากเป็นล้านๆคนในกทมฯและจว.ใกล้เคียง สองคือประชาชนส่วนที่ถูกน้ำมานานแล้วและยังอยู่กับน้ำซึ่งก็มีประมาณ 2- 3 ล้านคนและกำลังจะเพิ่มขึ้นอีกหลายล้านคนในไม่กี่วันนี้ ก่อนที่จะเสนออะไรต่อไป ขอแนะนำประชาชนกทม.ทุกท่านว่าหากใครอยู่ในวิสัยที่จะออกไปอยู่ต่างจังหวัดได้ขอให้เตรียมการให้พร้อมแล้วรีบเดินทางโดยเร็ว ท่านนายกฯ ศปภ.และนักวิชาการได้พูดถึงสถานการณ์เลวร้ายทีสุดไปแล้ว ถ้าใครรู้สึกว่ายังไม่ตรงกันก็ให้ถือส่วนที่เลวร้ายที่สุดที่ได้ฟังมาเป็นหลัก อันดับแรกผมจะขยายความต่อว่าขณะที่สถานการณ์ได้แย่ลงอย่างรวดเร็วแล้ว แต่เราก็ยังไปไม่ถึงสถานการณ์เลวร้ายที่ว่ากัน ยังจะต้องพบปัญหาอีกมาก ส่วนที่จะถูกน้ำท่วมเพิ่มนั้นจุดอันตรายจุดแรกคือริมแม่น้ำเจ้าพระยา เมื่อน้ำขึ้นสูงเต็มที่พนังกั้นน้ำจะรับไม่อยู่และคงจะข้ามพนังได้ในหลายจุด วันนี้น้ำในแม่น้ำเจ้าพระยาจะสูงสุดประมาณ 5 เย็นในระดับประมาณ 2.60 เมตร หมายความว่าพรุ่งนี้และมะรืนนี้อาจสูงกว่านี้ได้อีก น้ำสูงระดับนี้จะทำให้พนังในส่วนที่เป็นถุงทรายพังได้ง่ายและหลายจุดน้ำจะข้าได้เป็นจำนวนมากและแต่ละช่วงจะกินเวลาหลายชั่วโมงซึ่งได้เกิดแล้ว น้ำจากริมแม่น้ำเจ้าพระยาจะทำให้คนเดือดร้อนเป็นจำนวนมากกว่าที่เคยอธิบายกันไว้มาก เสนอให้ประชาชนเตรียมตัวให้พร้อมและเคลื่อนย้ายให้เร็ว การเคลื่อนย้ายนี้ควรทำเร็วกว่าที่มักทำกัน คือไม่รอให้น้ำท่วมเสียก่อน พนังกันน้ำส่วนที่แข็งแรงมีระดับไม่เท่ากัน ส่วนใหญ่จะต่ำกว่าระดับ 2.6 เมตร และเมื่อหลายส่วนรับไม่อยู่ก็จะกระจายถึงจุดอื่นด้วย ประชาชนที่อยู่ริมและใกล้แม่น้ำเจ้าพระยาจึงควรเตรียมพร้อมทั้งหมดทุกครอบครัว ส่วนจะหาข้อมูลเพิ่มเติมก็ดี เพื่อคิดทางหนีทีไล่ได้ดีขึ้น ย้ำว่าหากอยู่ในบ้านชั้นเดียว ที่ต่ำหรืออยู่ในเกณฑ์เสียงที่จะเป็นอันตรายถึงชีวิตหรือร่างกายและคิดว่าต้องย้ายที่เพื่อปลอดภัยต้องทำด่วนที่สุด หากช้า ถนนสายต่างๆจะมีน้ำท่วมมากขึ้นทำให้ยากในการเคลื่อนย้ายเพราะรถจะสู้ไม่ได้ แล่นไม่ได้เดินทางกันไม่ได้และเรือก็มีอยู่น้อยมาก สำหรับประชาชนที่อยู่ใต้มวลน้ำจากทางเหนือและอยู่ในเส้นทางไล่ลงมารวมทั้งทางตะวันตกไปทางฝั่งธนฯ นครปฐมฯลฯขอให้นึกถึงภาพบางบัวทองและบางใหญ่ น้ำมักจะไปถึงเร็วและมากกว่าที่คิดถ้าไม่เตรียมพร้อมและทำอะไรเสียเนิ่นๆจะสียหายมาก ส่วนที่จะเสียหายมากเป็นพิเศษคือส่วนที่อยู่ใต้คันกั้นน้ำทั้งหลายซึ่งระดับน้ำจะสูงมากเมื่อคันแตก เอาไม่อยู่น้ำจะมาแรงมาก เพราะฉะนั้นแนวคันกั้นน้ำโดยเฉพาะรังสิต หลักหก ฯลฯแถวๆนี้ที่มีน้ำอยู่ข้างบนมหาศาล เมื่อเอาไม่อยู่จะเสียหายอย่างหนัก เสนอให้ประชาชนย้ายด่วน ไม่ควรรอจนน้ำถึงเข่าถึงเอวแล้วจึงเคลื่อนย้ายหรืออพยพ แต่ต้องทำล่วงหน้ามากๆ ระหว่างที่ยังไม่ย้าย ขอให้เตรียมว่าเมื่อน้ำมาจะรักษาชีวิตอย่างไร ต้องคิดไว้ก่อนว่าตราบใดที่น้ำมหาศาลยังลงมาเรื่อยๆ ไม่หมดไป คันจะเอาไม่อยู่ น้ำจะบ่ามารุนแรงและเร็วมาก บางจุดจะพุ่งเข้าหาใจกลางกทม. ภาวะอย่างนี้อาจเกิดขึ้นได้ทุกนาที ยิ่งถ้ามีข่าวว่าคันพังและกำลังเสริม ตามสถิติก็แปลว่าจะพังแน่แล้วนั่นเอง ยิ่งต้องรับอพยพด่วน ย้ำอีกครั้งว่าการเคลื่อนย้ายคน ถ้าทำช้าจะทำยากมากเพราะถนนสายต่างๆจะถูกน้ำท่วมมากขึ้นจนเดินทางไหมาไม่ได้ ท่านที่คิดจะย้ายจึงต้องรีบมากๆ สองส่วนที่ผมพูดถึงอยู่นี้กำลังเกิดขึ้นพร้อมๆกันอยู่แล้วและจะหนักขึ้นเรื่อยๆ ใน1-3 วันนี้วิกฤตสุดๆ เพราะน้ำหนุน แต่วิกฤตนี้ยังอยู่ต่อไปตราบใดที่น้ำมหาศาลยังจ่ออยู่เหนือคันกันน้ำที่เสริมด้วยกระสอบทรายซึ่งแพ้มาแล้วทุกจุด ส่วนที่มักถามกันว่าที่บ้านจะท่วมไหมนั้น ถ้าท่านอยู่ในกทม.หรือในเส้นทางน้ำ คำตอบคือให้เตรียมลดความเสียหายด่วนที่สุดแล้วเตรียมรับสถานการณ์ ข้อมูลเล็กๆที่อยากให้ช่วยกันตรวจสอบและช่วยให้ปชช.ทราบคือพนังริมเจ้าพระยาส่วนที่แข็งแรงอยู่ที่ระดับ 2.30 ;2.50 ;2.80 เมตร ซึ่งล่อแหลมอันตราย ที่พูดมาเป็นส่วนที่เกี่ยวกับประชาชนที่กำลังจะประสบหัญหาเพิ่ม ส่วนที่อยู่กับน้ำท่วมอยู่แล้วซึ่งกำลังจะมากขึ้นรวมเป็นหลายล้านคน บ่ายนี้พูดต่อ
สวัสดีครับทุกท่าน มาตามที่ได้บอกไว้เมื่อคืนแต่ก็มีเวลาไม่มาก ขอโทษล่วงหน้าครับ
twitter.com/chaturon
ตั้งแต่นครสวรรค์ลงมาถุงทรายช่วยได้กรณีป้องกันน้ำท่วมเล็กๆน้อยๆ ที่ใช้สู้กับน้ำที่มาเป็นผืนใหญ่ไม่ปรากฏว่าสู้กับน้ำได้เลย จุดใดที่จะต้องรับมือกับน้ำที่มาเป็นหน้ากระดานจึงไม่อาจหวังว่าจะสู้ได้ มีแต่ต้องเตรียมรับผลเมื่อกระสอบหรือพนังกั้นสู้ไม่ไหวแล้วจะทำอย่างไร
การจะให้น้ำลดเร็วๆเป็นเรื่องใหญ่ สำคัญและยากมาก ต้องวางแผนอย่างเป็นระบบโดยผู้เชี่ยวชาญที่ต้องปรึกษากันและต้องอาศัยความร่วมมือหลายฝ่าย และยังต้องมีเครื่องมือมาก ที่ขณะนี้ยังไม่มีเช่นเครื่องสูบน้ำ ถุงทรายจำนวนมาก หากไม่ทำจริงจังจะมีคนจำนวนมากต้องอยู่กับน้ำต่อไปอีกเป็นเดือนๆ
การที่น้ำก้อนใหญ่กำลังจะมาถึงกทม.ในช่วงเวลาเดียวกับน้ำทะเลจะหนุนสูงสุด ยิ่งกว่าตอนน้ำท่วมอยุธยา หยุดราชการอย่างเดียวไม่พอแล้ว มาช่วยกันคิดครับ
เมื่อนึกถึงภาพวันที่ 26-29 ต.ค.แล้วการที่เราสู้กับน้ำอยู่ตามคันคลองต่างๆหรือประตูน้ำบางแห่งเป็นเรื่องจิ๊บจ้อยมาก ผู้ที่เกี่ยวข้องจำนวนมากต้องคิดกันใหม่ ให้เข้าใจว่ากำลังสู้กับอะไร และจะเตรียมการอย่างไร จะให้ประชาชนเตรียมตัวอย่างไร
ช่วงนี้มีคำถามเข้ามา ผมจะขอตอบรวมๆไปเลยนะครับ
การจะให้น้ำลดเร็วๆเป็นเรื่องใหญ่ สำคัญและยากมาก ต้องวางแผนอย่างเป็นระบบโดยผู้เชี่ยวชาญที่ต้องปรึกษากันและต้องอาศัยความร่วมมือหลายฝ่าย และยังต้องมีเครื่องเครื่องมือมากที่ขณะนี้ยังไม่มีเช่นเครื่องสูบน้ำ ถุงทรายจำนวนมาก หากไม่ทำจริงจังจะมีคนจำนวนมากต้องอยู่กับน้ำต่อไปอีกเป็นเดือนๆ
ไม่มีใครปล่อยน้ำเข้ากทม. ไม่มีใครตั้งใจให้น้ำท่วมกทม. ที่ท่วมคือเอาไม่อยู่ แต่ที่ระบายผ่านทางคลองผ่านกทม.ไม่ทำให้ท่วม กลับจะช่วยให้ท่วมน้อยลง
เมื่อน้ำก้อนใหญ่ลงมา ที่กั้นๆกันอยู่อาจเอาไม่อยู่เลยเหมือนที่เอาไม่อยู่มาตลอดทาง ขณะที่น้ำทะเลหนุนสูงสุดจะทำให้เวลาน้ำขึ้น น้ำในแม่น้ำเจ้าพระยาจะสูงกว่าวันนี้อีกมาก
ใน 1-2 วันมานี้พนังกั้นน้ำริมเจ้าพระยาหลายแห่งก็เริ่มมีอาการเอาไม่อยู่บ้างแล้ว เมื่อน้ำเจ้าพระยาสูงกว่านี้อีกมากจะเป็นอย่างไร ใครจะรับประกันว่า เอาอยู่
ที่ผมเสนอความเห็นอยู่นี้เป็นความเห็นในฐานะประชาชนคนหนึ่งที่ห่วงใยประชาชนด้วยกันทั้งในจังหวัดต่างๆที่อยู่ในเส้นทางและในกทม. รวมทั้งกทม.ชั้นใน
ส่วนที่เสนอความเห็นให้ศปภ.ได้เสนอไปพอสมควรแล้วและพรุ่งนี้จะพยายามเสนออีกครั้ง แต่ผมจะรอศปภ.เข้าใจเรื่องนี้ไม่ได้ คิดว่าควรสื่อกับประชาชน
ผมคิดว่าศปภ.และกทม.ยังไม่เข้าใจหลักการแนวปฏิบัติเกี่ยวกับการเตือนภัยและชี้แจงเพื่อการเตรียมความพร้อมของประชาชน ทำให้การชี้แจงที่ผ่านมายังสับสน
ศปภ.เน้นเรื่องการกลัวประชาชนตื่นตระหนกซึ่งเป็นการหลงประเด็น ที่จริงคือประชาชนเขาต้องการรู้ว่าอาจจะเกิดอะไรจะตองเตรียมตัวอย่างไรเมื่อไร
ผมพูดอย่างนี้แล้วศปภ.บางคนอาจจะโกรธผมก็ขอให้โกรธไป แต่ถ้ายังอยากฟังคำแนะนำจากผมก็ขอให้บอกมา ยินดีจะไปให้คำแนะนำอีก แต่ศปภ.ต้องปรับความคิดด่วน
ขอให้ข้อมูลว่าการระบายน้ำผ่านคลองต่างๆของกรุงเทพฯทำได้น้อยกว่าเป้ามาก ส่วนการระบายไปทางตะวันออกที่หวังกันนั้น ถึงเมื่อเช้านี้น้ำยังไม่ไปฉะเชิงเทราและสมุทรปราการ ไม่มีน้ำให้สูบลงแม่น้ำบางปะกงและทะเล
ขอถามศปภ.ว่าแล้วน้ำก้อนใหญ่จะหายไปเองได้อย่างไร และจะไม่ลงมาหากรุงเทพฯซึ่งเป็นที่ต่ำหรือ
หลักของการเตือนภัยก็คือต้องให้ภาพว่าถ้าสถานการณ์เลวร้ายที่สุดอาจเป็นอย่างไร ทุกฝ่ายควรเตรียมตัวอย่างไร ซึ่งถ้าไม่เกิดก็ไม่เป็นไร แต่ต้องเตรียม
การเตรียมรับสึนามิเขาต้องมีไว้ตลอด คนจึงรู้สึกปลอดภัยไม่ใช่ตระหนกเพราะมีแผน พอเกิดแผ่นดินไหวในทะเล บางที่เขาให้อพยพคนขึ้นที่สูงทันที แต่เมื่อไม่มีผลกระทบก็กลับบ้าน ที่เขาเดือดร้อนที่ต้องอพยพกันโกลาหลเขาก็ไม่โกรธ
ต้องตั้งโจทย์ใหม่ว่า ถ้ากรุงเทพฯเป็นแบบนครสวรรค์บวกบางบัวทอง จะเตรียมรับกันอย่างไร มีแผนรับมืออย่างไรและประชาชนจะเตรียมตัวอย่างไร ไม่ใช่บอกแต่ว่ากรุงเทพฯจะไม่เป็นไร
ข่าวว่าศปภ.มีแผนเตรียมรับกรณีน้ำท่วมกทม.ทุกด้านแล้ว ถ้ามีควรจัดชี้แจงให้ประชาชนทราบ ไม่ต้องกลัวว่าชี้แจงแล้วคนจะตระหนก คนเขากลัวว่าจะไม่มีแผน
บางคนว่าผู้รับผิดชอบยังมีความเห็นต่างกันในเรื่องน้ำจะท่วมกทม.มากน้อยแค่ไหน ฝ่ายที่คิดว่าคงไม่หนักจึงไม่อยากเตือนให้น่ากลัวเกินไปซึ่งเป็นการหลงประเด็น
ที่ถูกคือเมื่อเห็นว่าน้ำท่วมรุนแรงมาตลอดทางและมีบางฝ่ายเห็นว่าอาจรุนแรงมาก จะต้องเตือนให้เห็น worst case scenario และเตรียมรับมือ
ผมไม่ได้บอกว่าศปภ.ไม่พูดความจริง แต่ศปภ.ไม่เข้าใจหลักว่าด้วยการเตือนภัยกับการชี้แจงเพื่อให้ประชาชนเตรียมตัว
ประเด็นหนึ่งในขณะนี้คือจะชี้แจงคนกทม.อย่างไรดีและควรมีการเตรียมการสำหรับกทม.อย่างไรดี
ผมไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญเรื่องน้ำจึงไม่สามารถทำหน้าที่พยากรณ์ได้ว่าจะเกิดอะไรขึ้นกับกรุงเทพฯ มีความเห็นส่วนตัวอยู่แต่ก็ไม่ควรพูด
แต่จะพูดหลักการให้ฟังว่าในหารรับมือกับอุบัติภัยรุนแรงนั้นมีหลักอยู่ว่าต้องเอาผู้รู้ผู้เชี่ยวชาญและผู้มีหน้าที่มาวิเคราะห์
โดยคำถามที่สำคัญที่ต้องให้อธิบายคือหากสถานการณ์เลวร้ายที่สุดจะเกิดอะไรขึ้น จะมีสภาพอย่างไรและจะต้องเตรียมรับมืออย่างไรทั้งเจ้าหน้าที่และปชช.
ในกรณีของกทม.ขณะนี้เท่าที่จับความได้ก็คือมีโอกาสที่น้ำจะท่วมตั้งแต่หนักพอควรจนถึงหนักมากและกว้างมาก ภาพอย่างแย่คือกทม.ชั้นในก็จะท่วมด้วย
ที่ผมจับความได้นี้ไม่มีใครยืนยันได้ว่าจะเกิดขึ้นหรือไม่แบบร้อยเปอร์เซ็นต์ แต่ประเด็นก็คือไม่ว่าจะเกิดหรือไม่ก็ต้องมีการเตรียมรับของทุกฝ่าย
เพราะฉะนั้นแนวในการชี้แจงจึงต้องปรับปรุงด่วน คือไม่ใช่แค่พื้นที่ใดเสียงบ้าง โดยเฉพาะพื้นที่ๆกำลังจะท่วมอยู่แล้วก็ต้องบอกว่าจะยันได้อีกกี่ชั่วโมง
และระหว่างที่เหลืออีกกี่ชั่วโมงหรือกี่วันนั้นควรเตรียมตัวอย่างไร โดยแนะนำอย่างเป็นรูปธรรม ให้คนปฏิบัติได้ ผมมั่นใจว่าถ้าชี้แจงดีประชาชนจะไม่ตระหนก
นาทีนี้ไม่ต้องกลัวประชาชนตระหนกเพราะคนจำนวนมากเขาตระหนกอยู่แล้ว แต่เขาไม่ทราบว่าจะทำอะไรอย่างไรเป็นสิ่งที่กังวลมากกว่า
กับคนอีกจำนวนมากอาจจะประมาทหรือไม่ก็อยู่ในสภาพที่ไม่เตรียมตัวเพราะคิดว่าจะ"เอาอยู่" ดังนั้นจึงต้องชี้แจงว่าประชาชนควรเตรียมการอย่างไร
ในการชี้แจงนี้ควรให้ข้อมูลว่าพื้นที่ใดของกทม.สูงต่ำอย่างไร มีแนวโน้มที่จะท่วมมากน้อยแค่ไหน แย่ที่สุดจะเป็นอย่างไร
แล้วอาจแนะนำเป็นข้อๆสำหรับคนในกทม.ทั่วชั้นนอกและชั้นในให้เตรียมการเช่นยกของขึ้นชั้น 2 โดยเฉพาะของมีค่าที่สูญเสียง่ายต้องรีบทำทันที
เตรียมทางหนีทีไล่ล่วงหน้าเช่นถ้าต้องเคลื่อนย้ายออกจากบ้าน จะเอาของอะไรไปด้วยบ้าง จะใช้พาหนะอะไร รถหรือเรือ และจะไปไหนในเฉพาะหน้านั้นและหลังนั้น
ผู้ที่มีรถแต่ไม่ต้องใช้ก็ได้และหาที่เก็บในต่างจังหวัดได้ควรนำรถไปไว้ที่ต่างจังหวัดเสีย กรุงเทพฯทมีรถ 3- 4 ล้านคัน ถ้าน้ำท่วมกว้างมากและนานเช่น 2 สัปดาห์ขึ้นไปรถจะเสียหายเป็นมูลค่ามหาศาล
จะเตรียมน้ำดื่มน้ำใช้ อาหารที่ปรุงง่าย เก็บได้นาน จำนวนพอสมควรที่ไม่ต้องมากไปได้อย่างไร
ถ้าเกิดอะไรฉุกเฉินสำหรับแต่ละครอบครัว จะขอแรงใครติดต่อใคร มีเบอร์โทรหรือยังทั้งราชการ เอกชนและญาติหรือเพื่อนเป็นต้น
น่าจะมีเรื่องที่ต้องเตรียมอีกหลายอย่าง ซึ่งถ้าผู้เชี่ยวชาญช่วยกันเรียบเรียงก็จะครบถ้วนกว่าที่ผมยกตัวอย่าง
นอกจากนั้นทางราชการ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องก็ต้องเตรียมอย่างเป็นระบบเช่นกันซึ่งผมจะไม่เสนอในที่นี้ ได้พยายามเสนอทางหลักการให้ศปภ.อยู่
การเตรียมตัวเหล่านี้ ถ้าน้ำไม่ท่วมก็ไม่มีอะไรเสียหายสักเท่าไร แต่ถ้าไม่เตรียมแล้วน้ำท่วมกทม.หนักอย่างที่เกรงกันจะเสียหายมาก
ที่ผมเสนอมาเป็นเชิงหลักการทั่วไป ไม่ยืนยันว่าจะเกิดอะไรขึ้น ขอให้ฟังผู้เชี่ยวชาญ แต่ในส่วนคำแนะนำนั้นผมเชื่อว่าคนกรุงเทพฯทุกคนสามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้เลยและควรเริ่มคิดตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป
ตกไปนิดครับ แน่นอนว่าคนส่วนใหญ่จะอยู่กับน้ำเพราะฉะนั้นก็ต้องเตรียมคิดว่าจะอยู่กับน้ำอย่างไร
น้ำท่วมปีนี้ เราจะเห็นว่าน้ำมากมหาศาลในขณะที่ระบบรองรับที่จะระบายไม่สามารถรับมือได้ ขณะเดียวกันที่เป็นจุดอ่อนมากๆคือระบบเตือนภัยและการให้เตรียมการรับมือทำได้น้อย
เรามักเห็นการไปยันกับน้ำไว้ด้วยคันดินหรือกระสอบทรายซึ่งไม่แข็งแรงพอสู้กับน้ำขนาดมหึมาโดยมักไม่ได้เตรียมการรับมือกับสภาพที่น้ำท่วมแล้ว
จึงมักเห็นคนอพยพหนีน้ำกันอย่างอุตลุดอลเวง และเกิดความเสียหายมากกว่าการให้ประชาชนเตรียมการอย่างดี
ปัญหานี้ได้เกิดกับคนในปริมณฑลบางจังหวัดในภาวะที่ขาดแคลนวัสดุอุปกรณ์อย่างมาก สภาพอย่างนี้ไม่ควรให้เกิดกับกทม.อีก
เพราะฉะนั้นให้คนส่วนหนึ่งรับผิดชอบการสู้ตามคันกั้นน้ำและการระบายน้ำซึ่งจะมีขีดความจำกัดมากและจะยันไว้ได้ไม่นาน
กำลังส่วนใหญ่ต้องมาคิดเตรียมรับมือกับภาวะน้ำท่วมกรุงเทพฯซึ่งต้องคิดแบบ worst case scenario กำลังส่วนใหญ่ควรนำมาคิดเตรียมการรับมือกับภาวะน้ำท่วมกทม.และเตรียมความคิดความพร้อมของประชาชนที่จะรับกับภาวะท่วมหนัก
มีคนถามมามากว่าทีนั่นจะท่วมไหมที่นี่จะท่วมไหม ผมคิดว่ากทม.ควรร่วมมือกับศปภ.เตรียมข้อมูลให้ดีแล้วชี้แจงประชาชนให้พอเห็นภาพจะได้เตรียมตัวถูก
กทม.และศปภ.ควรหาข้อมูลว่าบริเวณไหนสูง ต่ำอย่างไร ถ้าน้ำท่วมจะสูงแค่ไหน ซึ่งมีการวิเคราะห์แบบเป็นวิทยาศาสตร์อยู่แล้วเป็นหลายระดับความรุนแรง
แล้วกทม.ร่วมกับศปภ.นำข้อมูลเหล่านั้น ประกอบกับแนวถนนหรือคลองที่จะกั้นน้ำทำให้ระดับอาจต่างกันชี้แจงให้ประชาชนทราบจะได้เตรียมตัวถูก
ขณะนี้ในการชี้แจงเกี่ยวกับน้ำท่วมกทม.ไม่ควรทำอยู่อย่างน้อย 2 ข้อคือหนึ่งอย่าพูดว่าเอาอยู่แน่และ สอง อย่ากลัวว่าถ้าแนะนำประชาชนแล้วจะตื่นตระหนก
ที่อยากจะแนะนำกทม.ต่อไปคือการเตรียมแผนรับมือหากน้ำท่วมหนักและนานกว่าที่คิดเช่นจะจัดการอย่างไรกับรถหลายล้านคัน การช่วยคนเคลื่อนย้าย และ....
กทม.ควรเตรียมการว่าถ้าประปามีปัญหา จะแก้อย่างไร ถ้ารถใต้ดินมีปัญหา หรือถ้ารถติดรถตายเยอะขณะน้ำท่วมจะมีเครื่องมือช่วยอย่างไรเป็นต้น
ที่ผมยกตัวอย่างมานี้ ไม่ว่าน้ำจะท่วมหรือไม่ท่วมกทม.หรือจะท่วมมากแค่ไหนก็ต้องเตรียมและถ้าเตรียมได้เร็วก็ยิ่งดีและควรแถลงความพร้อมในเรื่องนี้
เป็นเรื่องแปลกที่ขณะที่ผมทวีตแลกเปลี่ยนอยู่นี้ มีคำถามเยอะเลยว่าตกลงกทม.ท่วมหรือไม่ท่วม ทั้งๆที่ก็มีรายงานข่าวอยู่ตลอดว่ากทม.ท่วมที่นั่นที่นี่
วันนี้คงจะพักแค่นี้ละครับสวัสดี
ส่งท้ายสักนิด ใครที่กังวลว่าบ้านตนเองจะท่วมหรือไม่ ให้เตรียมตัวเสมือนน้ำจะท่วมแน่ๆไว้ก่อนแล้วความเครียดก็จะลดลง ท่วมก็เสียหายน้อย ไม่ท่วมก็ดีไป
แนวทางการปฏิบัติการช่วงน้ำท่วมขัง 2 – 3 เดือน
“ผนึกกำลัง ร่วมใจ สู้ภัยน้ำท่วม”
หลักการและเหตุผล :
1. สถานการณ์อุทกภัยในปี 2554 ที่เกิดขึ้นระหว่างเดือนกรกฎาคมจนถึงปัจจุบันมีความรุนแรงและขยายลุกลามไปหลายจังหวัดของประเทศ ได้ส่งผลกระทบต่อประชาชนเป็นจำนวนมาก ทั้งด้านร่างกายและจิตใจ ตลอดจน ทำความเสียหายต่อชีวิต ทรัพย์สิน ที่อยู่อาศัย พื้นที่การเกษตร สถานประกอบการ โรงงานอุตสาหกรรม เป็นบริเวณกว้าง และคาดการณ์ได้ว่าประชาชนจำนวนมากจะต้องอยู่กับสถานการณ์ที่มีน้ำท่วมขังอีกไม่น้อยกว่า 2-3 เดือน
2. ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา แม้ว่ารัฐบาลได้ให้ความสำคัญในการแก้ไขปัญหาเร่งด่วนซึ่งจังหวัดที่ประสบภัยและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ระดมทรัพยากรและให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยอย่างเต็มความสามารถแล้ว ก็ตาม แต่สถานการณ์อุทกภัยยังไม่คลี่คลายและจำเป็นต้องให้ความช่วยเหลืออีก 2-3 เดือน ดังนั้น จึงต้องมีการปรับปรุงและพัฒนาระบบการช่วยเหลือให้มีเอกภาพและมีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยให้ความสำคัญกับจังหวัดซึ่งเป็นหน่วยงานหลัก ในการช่วยเหลือและสนับสนุนไปยังอำเภอ ตำบล และหมู่บ้านที่ประสบภัยและน้ำท่วมขังเป็นเวลานาน
3. แนวทางการบริหารจัดการจะเน้นการสร้างความเข้มแข็งของชุมชนและศูนย์พักพิงทั้งในระดับหมู่บ้านและตำบลให้มีความเชื่อมโยงกับระบบการขอความช่วยเหลือไปยังระดับอำเภอและจังหวัด โดยเน้นบูรณาการจาก ทุกภาคส่วน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ส่งเสริมให้เปลี่ยนผู้ได้รับผลกระทบมาเป็นผู้ร่วมคิด แก้ปัญหา และกอบกู้วิกฤต ให้ภาคประชาชนซึ่งเป็นผู้ประสบภัยเข้ามามีบทบาทในการสร้างความเข้มแข็งช่วยเหลือชุมชนของตนเอง และเตรียมพร้อมกลับสู่หม่บ้าน/ชุมชน
4. แนวทางในการสร้างความเข้มแข็งให้ชุมชนได้ “ผนึกกำลัง ร่วมใจ สู้ภัยน้ำท่วม” ครั้งนี้ จึงมี ความจำเป็นที่จะต้องสร้างบทบาทที่ชัดเจนของผู้รับผิดชอบในระดับหมู่บ้าน ตำบล เพื่อให้เกิดความเชื่อมโยงอย่างเป็นรูปธรรมกับระบบการช่วยเหลือของอำเภอและจังหวัดที่มีอยู่แล้ว เพื่อให้การบริหารจัดการในภาวะวิกฤตฉุกเฉิน มีความเป็นเอกภาพ การบูรณาการ และเจ้าภาพรับผิดชอบที่ชัดเจน
5. จังหวัดจะทำหน้าที่เป็นหน่วยงานหลักในการประสานงาน รับทราบสถานการณ์ การให้ ความช่วยเหลือ รวมทั้งการประสานการรับการสนับสนุนจากรัฐบาล เอกชน ประชาสังคมและหน่วยงานในกรณีที่สถานการณ์มีความรุนแรงเกินขีดความสามารถของจังหวัด
แนวทางการปฏิบัติ
ในการให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยในระดับหมู่บ้านและตำบลจะบริหารจัดการโดยศูนย์ประสานงาน การช่วยเหลือผู้ประสบภัยซึ่งเป็นจุดจะดำเนินการในการให้การช่วยเหลือและประสานงานของผู้ประสบภัยทั้งในระดับหมู่บ้านและระดับตำบล ซึ่งจะครอบคลุมผู้ประสบภัยที่ยังอาศัยในบ้านเรือนที่ถูกน้ำท่วมและผู้ประสบภัยที่อพยพอยู่ ที่ศูนย์พักพิง
องค์ประกอบของศูนย์ประสานงานการช่วยเหลือผู้ประสบภัย
ระดับหมู่บ้าน
1. จัดตั้งศูนย์ประสานงานการช่วยเหลือผู้ประสบภัยประจำหมู่บ้าน
2. องค์ประกอบของศูนย์ฯ ประกอบด้วย
1) ผู้ใหญ่บ้าน ประธาน
2) สมาชิก อบต. กรรมการ
3) ผู้แทน อสม. กรรมการ
4) ผู้แทน อปพร. ประจำหมู่บ้าน กรรมการ
5) ผู้แทนกลุ่มแม่บ้าน กรรมการ
6) ตัวแทนผู้ประสบภัยในหมู่บ้าน กรรมการ
ระดับตำบล
1. ให้จัดตั้งศูนย์ประสานงานการช่วยเหลือผู้ประสบภัยประจำตำบล
2. องค์ประกอบของศูนย์ฯ ประกอบด้วย
1) ปลัดอำเภอที่นายอำเภอมอบหมาย ประธาน
2) ผู้บริหารองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น รองประธานคนที่หนึ่ง
3) กำนัน รองประธานคนที่สอง
4) ประธาน อสม. กรรมการ
5) ประธาน อปพร. ประจำตำบล กรรมการ
6) ประธานกลุ่มแม่บ้าน กรรมการ
7) ตัวแทนผู้ประสบภัยจากแต่ละหมู่บ้าน ๆ ละ 1 คน กรรมการ
ภารกิจหน้าที่ของศูนย์ประสานงานการช่วยเหลือประจำหมู่บ้าน/ประจำตำบล
1. สำรวจจำนวนผู้ประสบภัยทั้งในศูนย์พักพิงและที่ที่ไม่ได้อพยพ/ติดค้างในที่ชุมชนน้ำท่วมขัง (แยกศาสนา เพศ และประเภทบุคคลเช่น พระ ผู้นับถือศาสนาอื่น ๆ เด็ก ผู้ใหญ่ คนชรา คนเจ็บ คนพิการ ผู้ป่วย ผู้หญิง สตรีมีครรภ์ นักเรียน ฯลฯ)
- ข้อมูลระดับบุคคล (ข้อมูลทั่วไป) แยกศาสนา เพศ และประเภทบุคคลเช่น พระ ผู้นับถือศาสนาอื่น ๆ เด็ก ผู้ใหญ่ นักเรียน ฯลฯ
- ข้อมูลระดับบุคคลของกลุ่มเสี่ยง เช่น เด็กเล็ก ผู้สูงอายุ หญิงตั้งครรภ์ ผู้พิการ ผู้ด้อยโอกาส และผู้ป่วย ฯลฯ
- ข้อมูลความสูญเสีย เช่น การสูญเสียญาติพี่น้อง ครอบครัว ทรัพย์สิน อาชีพ รายได้ สัตว์เลี้ยง ฯลฯ
- ข้อมูลความต้องการการสนับสนุนทั้งที่อยู่ในชุมชน/ศูนย์อพยพของชุมชน และภายหลังจากน้ำลดแล้ว เช่น ความต้องการด้านร่างกาย ด้านจิตใจ ด้านอาชีพ ฯลฯ
2. กำหนดที่ตั้งศูนย์ประสานงานการช่วยเหลือประจำหมู่บ้าน เพื่ออำนวยความสะดวกในการประสานปฏิบัติภารกิจของส่วนราชการ เช่น ศาลาวัด อาคารพาณิชย์ เรือ โป๊ะ ที่ทำการกำนันผู้ใหญ่บ้าน หรือสถานที่ที่เหมาะสม
3. กำหนดให้มีกลไกการบริหารจัดการในศูนย์พักพิงและศูนย์ประสานฯ โดยกำหนดหน้าที่และผู้รับผิดชอบในการดูแลและช่วยเหลือผู้ประสบภัย
โดยประกอบด้วยด้านต่าง ๆ เพื่อรับผิดชอบดูแลกิจกรรมดังต่อไปนี้
| ลำดับ | ด้าน | กิจกรรม | ผู้รับผิดชอบ |
| 1 | การจัดเตรียมอาหาร | จัดเตรียมหุงหาอาหารให้แก่ผู้ประสบภัย/การแจกจ่ายส่งของบริจาค/ถุงยังชีพ | กลุ่มแม่บ้าน/คณะกรรมการหมู่บ้าน (กม.) |
| 2 | การจัดเตรียมน้ำ | จัดเตรียมน้ำสะอาดสำหรับดื่มและสำหรับชำระล้าง (อาบน้ำ น้ำใช้ในห้องน้ำ น้ำสำหรับซักล้าง) | กลุ่มแม่บ้าน/คณะกรรมการหมู่บ้าน (กม.) |
| 3 | การจัดเตรียมเครื่องนอน | จัดเตรียมเครื่องนอนแก่ผู้ประสบภัย โดยประสานกับผู้แลศูนย์พักพิง จัดหาหมอน เสื่อ ผ้าห่ม ที่นอน เพิ่มเติมแก่ผู้ประสบภัยนอกเหนือจากสิ่งของที่มีอยู่ติดตัวมา | กลุ่มแม่บ้าน/คณะกรรมการหมู่บ้าน (กม.) |
| 4 | การจัดเตรียมห้องสุขา ที่อาบน้ำ และที่ซักล้าง | - จัดเตรียมห้องสุขาแยกชาย-หญิง - จัดเตรียมที่อาบน้ำแยกชาย-หญิง - จัดเตรียมที่ซักเสื้อผ้า ล้างจานชามเครื่องใช้ - ประสานกับฝ่ายจัดเตรียมน้ำ จัดหาภาชนะเก็บน้ำ และเก็บน้ำไว้ให้แก่ผู้บริโภคใช้ตามพื้นที่ที่จัดเตรียมไว้ (สุขา ที่อาบน้ำ ที่ซักล้าง) | กลุ่มแม่บ้าน/ อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) |
| 5 | การรักษาความปลอดภัย | - ดูแลความปลอดภัยแก่ผูประสบภัยและไกล่เกลี่ยและป้องกันการทะเลาะวิวาทระหว่างผู้มีประสบภัย | ผญบ./อปพร./กำนัน/ กม. |
| 6 | การสันทนาการ | จัดกิจกรรมลดความเครียด ความกังวล สร้างความเข้าใจ ลดความขัดแย้ง เช่น นั่งสมาธิ สวดมนต์ | กม./ตัวแทนผู้ประสบภัย |
| 7 | การประชาสัมพันธ์ | - แจ้งให้ทราบถึงความช่วยเหลือของหน่วยงานต่าง ๆ ของชุมชน/ศูนย์พักพิงชุมชน - แจ้งข่าวประจำวัน ประชาสัมพันธ์ข้อมูลข่าวสารที่จำเป็น | 1) ผญบ. 2) ปลัดอำเภอฯ 3) กม. |
| 8 | กิจกรรมการพัฒนา/ฟื้นฟูตามความต้องการของประชาชนในชุมชนและศูนย์พักพิงของชุมชน | - จัดกิจกรรมประจำวัน/สัปดาห์ - จัดกิจกรรมสร้างรายได้/อาชีพ - จัดให้มีฝึกอบรม/ให้ความรู้ | กม./ตัวแทนผู้ประสบภัย/อปพร. |
| 9 | การประสานการช่วยเหลือ | 1. ขอรับการสนับสนุนอุปกรณ์ ในการระบายน้ำ เช่น เครื่องสูบน้ำ เรือผลักดันน้ำ เป็นต้น 2. ด้านคุณภาพน้ำ เช่น เฝ้าระวังการเน่าเสียของน้ำท่วมขัง การบำบัดน้ำเสีย 3. กำจัดขยะมูลฝอยและสิ่งปฏิกูลบริเวณน้ำท่วมขัง | 1) ผญบ. 2) ปลัดอำเภอฯ 3) สมาชิก อบต. 4) อสม. 5) อาสาสมัครป้องกันภัยฝ่ายพลเรือน (อปพร.)/ตัวแทนผู้ประสบภัย/คณะกรรมการหมู่บ้าน (กม.) |
| 10 | การดูแลสุขภาพกายและสุขภาพจิต | 1. สำรวจผู้มีอาการป่วย ดูแลผู้ป่วย ให้ความรู้เบื้องต้นในการปฏิบัติตัว 2. การจัดหา จัดสรร จัดเก็บ แจกจ่ายยารักษาโรค และการขอรับการสนับสนุน 3. ด้านสุขภาพจิต - การคัดกรองกลุ่มเสี่ยงต่อปัญหาสุขภาพจิต - การให้ความช่วยเหลือ เยียวยาจิตใจเบื้องต้น - การให้การปรึกษาทางโทรศัพท์สายด่วน 1323 และสายด่วนอัตโนมัติ 1667 4. การส่งต่อเมื่อมีปัญหาสุขภาพที่ยุ่งยากซับซ้อน | อสม./กม - หน่วยงานในสังกัดกรมสุขภาพจิตและระบบบริการสาธารณสุข |
| 11 | การศึกษา การศาสนา | จัดหาสถานที่ให้การศึกษา จัดทีมลงพื้นที่ให้การศึกษา เรียนด้วยกระบวนการเรียนรู้ | สมาชิก อบต./ครู/นักบวชทุกศาสนา |
| 12 | การคมนาคม | จัดระเบียบการใช้เรือ ยานพาหนะสำหรับใช้สัญจรไปมา การพบประเยี่ยมเยือนผู้ประสบภัยในชุมชนหรือกลับที่อยู่อาศัยรวมทั้งการประสานขอเรือเพิ่มเติมหากมีความจำเป็น | อปพร./กม. |
| 13 | การสื่อสาร | 1. จัดหาเครื่องมือและอุปกรณ์เพื่อใช้สื่อสารทั้งกับภายในกันเองและกับภายนอก 2. การใช้ช่องทางวิทยุชุมชน หอกระจายข่าว 3. การสื่อสาร/ประชาสัมพันธ์ในเรื่องต่าง ๆ เพื่อลดความเครียด ความกังวล สร้างความเข้าใจ ลดความขัดแย้งและสร้างความหวังแก่คนในชุมชน ดังนี้ - แจ้งให้ทราบถึงความช่วยเหลือของหน่วยงานต่าง ๆ ทั้งภายในและภายนอกชุมชน/ศูนย์พักพิงของชุมชน | ผญบ./กำนัน |
4. จัดหาเครื่องมือ/อุปกรณ์และช่องทางในการติดต่อสื่อสาร เช่น โทรศัพท์มือถือ วิทยุชุมชน วิทยุสื่อสารอื่น ๆ หอกระจายข่าว เสียงตามสาย นกหวีด อุปกรณ์ภูมิปัญญาท้องถิ่น (กระบอกไม้ไผ่ อุปกรณ์ส่งเสียง ฯลฯ) สัญญาณธง เป็นต้น โดยนำไปใช้
4.1) เพื่อให้ผู้ประสบภัยใช้สื่อดังกล่าวส่งสัญญาณร้องขอความช่วยเหลือและความต้องการ และ
4.2) เพื่อให้ศูนย์ฯ ร้องขอความต้องการเร่งด่วนไปยังภายนอกได้อย่างทันท่วงที เช่น กรณีผู้ป่วยฉุกเฉิน เป็นต้น
5. ประสานงานกับอำเภอ ให้จัดชุดเข้าเยี่ยมเยือน เพื่อกำหนดวงรอบการเยี่ยมเยียน กำหนดวัน/เวลา/ความถี่ ในการเยี่ยมเยียนเพื่อให้การสนับสนุนสิ่งจำเป็นต่อการยังชีพให้แก่ผู้ประสบภัย เช่น หน่วย EMS หน่วยจิตแพทย์ ทีมรักษาความปลอดภัย หน่วยลำเลียงเครื่องอุปโภคและบริโภค เป็นต้น
6. ประสานความร่วมมือและการรับความช่วยเหลือจากหน่วยนอกทุกภาคส่วน เพื่อให้การแจกจ่าย ความช่วยเหลือทั้งปวงเป็นไปอย่างรวดเร็ว ทั่วถึง และเป็นธรรม
7. อำนวยการและประสานงานให้ผู้ที่มีความประสงค์จะอพยพ รวมถึงให้มีการดูแลความปลอดภัยชีวิตและทรัพย์สินของผู้อพยพ และความเชื่อมโยงของผู้อพยพกับชุมชนตนเอง
ระดับอำเภอ
1. เป็นหน่วยให้การสนับสนุน ประสาน และให้ความช่วยเหลือแก่ระดับตำบลในกรณีที่เกินขีดความสามารถของศูนย์ประสานงานการช่วยเหลือผู้ประสบภัยประจำตำบล และศูนย์ประสานงานการช่วยเหลือผู้ประสบภัยประจำหมู่บ้านโดยมีนายอำเภอในฐานะผู้อำนวยการอำเภอ เป็นเจ้าภาพ
2. กรณีที่เกินขีดความสามารถของอำเภอให้ร้องขอรับการสนับสนุนไปยังจังหวัด
ระดับจังหวัด
1. เป็นหน่วยให้การสนับสนุน และให้ความช่วยเหลือแก่หมู่บ้าน/ตำบลในกรณีที่เกินขีดความสามารถของอำเภอ โดยมีผู้ว่าราชการจังหวัดในฐานะผู้อำนวยการจัหวัด เป็นเจ้าภาพ
2. เป็นหน่วยบูรณาการของทุกภาคส่วนระดับจังหวัดที่เป็นผู้ให้การสนับสนุน (Facilitator)
3. กรณีที่เกินขีดความสามารถของจังหวัดให้ร้องขอรับการสนับสนุนไปยังศูนย์ปฏิบัติการช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย (ศปภ.)